เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง พร้อมคณะ เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงหลายราย ถูกฟ้องคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แม้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งประทับรับฟ้องแล้ว
กรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคดีโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์–มีนบุรี ซึ่งบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เป็นโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐรวม 7 ราย ในข้อหากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและหน่วยงานรัฐ
แม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้อง แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งประทับรับฟ้องเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ทำให้เกิดข้อสงสัยในสังคมว่า เหตุใดจำเลยบางรายซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญระดับประเทศ จึงยังไม่ถูกพักราชการหรือให้ออกจากตำแหน่งชั่วคราว
บุคคลที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่
- จำเลยที่ 5 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.
- จำเลยที่ 3 ปัจจุบันเป็นอธิบดีกรมการขนส่งทางบก
- จำเลยที่ 7 ปัจจุบันเป็นผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)
- จำเลยที่ 6 ยังได้รับแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ของ กกต.
ผู้ร้องตั้งข้อสังเกตว่า การปล่อยให้บุคคลที่ถูกดำเนินคดีทุจริตยังปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรอิสระและหน่วยงานสำคัญ อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม และอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้มีอำนาจที่ไม่สั่งพักราชการ
นอกจากนี้ ยังมีการขอให้ตรวจสอบต่อว่า การกระทำของจำเลยเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินหรือไม่ และควรมีการอายัดหรือยึดทรัพย์หรือไม่
ด้านนายรังสิมันต์ โรม กล่าวว่า คณะกรรมาธิการได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว และจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน พร้อมศึกษาคำพิพากษาและเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม กมธ.
“หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำร้อง อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อหลายหน่วยงาน จึงเป็นเรื่องที่ กมธ. ต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด” นายรังสิมันต์ กล่าว
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวกำลังถูกจับตาอย่างหนักในสังคม ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ยกระดับมาตรฐานจริยธรรมและความโปร่งใสของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของรัฐ โดยเฉพาะในองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตโดยตรง
สำนักข่าววิหคนิวส์



