สำนักข่าววิหคนิวส์ – พรรคประชาชาติ นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค เปิดวงสนทนาถกประเด็นร้อน “แลนด์บริดจ์” พร้อมตั้งคำถามถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐบาลว่า เป็นยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตประเทศ หรือเป็นเพียง “เมกะโปรเจกต์ขายฝัน” เพื่อประคองอายุรัฐบาลให้อยู่ครบวาระ โดยยกบทเรียนโครงการ EEC และรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ในยุครัฐบาล ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเปรียบเทียบว่า แม้เคยถูกโหมกระแสอย่างหนัก แต่จนถึงปัจจุบันหลายโครงการยังเดินหน้าไม่ได้จริง
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า รัฐบาลกำลังผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์วงเงินมหาศาล ทั้งที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนเรื่องความคุ้มค่า พร้อมแสดงความกังวล 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความเสี่ยงเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต การผูกขาดของกลุ่มทุนรับเหมารายใหญ่ และภาระระยะยาวที่อาจกลายเป็น “มรดกบาป” ให้คนรุ่นหลังต้องแบกรับ
ด้าน รุสนันท์ เจ๊ะโซ๊ะ หรือ “ดร.โรส” นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมลายา ประเทศมาเลเซีย เปิดข้อมูลเปรียบเทียบโครงการแลนด์บริดจ์ไทย กับโครงการ East Coast Rail Link หรือ ECRL ของมาเลเซีย ซึ่งมีระยะทางกว่า 665 กิโลเมตร ใช้งบประมาณประมาณ 6 แสนล้านบาท และเตรียมเปิดให้บริการในปีหน้า โดยใช้ระบบรางเชื่อมท่าเรือและโซนอุตสาหกรรมแบบครบวงจร
ดร.โรส ชี้ว่า โครงการ ECRL เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” หรือ BRI ของจีน ที่วางระบบเชื่อมโยงทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศอย่างเป็นระบบ พร้อมยกระดับเมืองรองให้กลายเป็นศูนย์กระจายสินค้า ขณะที่โครงการแลนด์บริดจ์ของไทยยังไม่สามารถอธิบายภาพรวมความคุ้มค่าได้ชัดเจน
ขณะที่ รุ่งเรือง พิทยศิริ ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชาติ เปิดเผยว่า รายงานศึกษาของ สนข. ที่ใช้ผลักดันโครงการนี้ เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ และมีการจ้างบริษัทต่างชาติจากเนเธอร์แลนด์เข้ามาศึกษาด้านปริมาณเรือและตู้สินค้า โดยใช้สมมติฐานที่ “เปราะบาง” และอาจไม่สอดคล้องกับความจริง
ดร.รุ่งเรือง อธิบายว่า รายงานตั้งอยู่บนความคาดหวังว่า ท่าเรือสิงคโปร์จะเกิดภาวะสินค้าล้นจนต้องกระจายมายังไทย 10-15% แต่ในความเป็นจริง สิงคโปร์ยังรองรับปริมาณสินค้าได้อีกอย่างน้อย 10 ปี อีกทั้งการขนถ่ายตู้สินค้าข้ามฝั่งทางบกมีต้นทุนสูงกว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาถึง 2-3 เท่า ทำให้โครงการมีความเสี่ยงขาดทุนสูงมาก
ด้าน สุไลมาน บือแนปีแน สส.ยะลา พรรคประชาชาติ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นประชาชน พบว่าชาวบ้านจำนวนมากกังวลเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การเวนคืนที่ดิน และผลกระทบต่อสวนทุเรียนรวมถึงวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร
ส่วน อับดุลเราะมัน มอลอ เสนอให้รัฐบาลกำหนดเงื่อนไขการจ้างงานคนในพื้นที่อย่างชัดเจน โดยต้องมีสัดส่วนการจ้างแรงงานท้องถิ่นในระดับอุตสาหกรรมอย่างน้อย 30% ภายใน 4-5 ปี เพื่อไม่ให้ประชาชนในพื้นที่กลายเป็นเพียงแรงงานไร้ฝีมือหรือพนักงานรักษาความปลอดภัย ขณะที่ผลประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย
บทสรุปจากวงสนทนาของพรรคประชาชาติ ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ยังคงเป็นคำถามใหญ่ของประเทศว่า จะเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” หรือกลายเป็นเพียง “อนุสาวรีย์แห่งงบประมาณ” ที่ทิ้งบาดแผลไว้กับทรัพยากรและวิถีชีวิตของประชาชนไทยในระยะยาว


