
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 มีรายงานความเคลื่อนไหวด้านความสัมพันธ์ไทย–จีน หลังสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย–จีนแจ้งสมาชิกว่า ได้รับข้อมูลจากประเทศจีนเกี่ยวกับกำหนดการเดินทางเยือนประเทศไทยของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 13–14 พฤศจิกายน 2569
ตามข้อมูลที่สมาคมแจ้ง ระบุว่า นายหลี่ เฉียง มีกำหนดเข้าพบหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงบ่ายวันที่ 13 พฤศจิกายน และมีกำหนดเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 17.00 น.
อย่างไรก็ตาม กำหนดการดังกล่าวยังต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน
เปิดประเด็นหารือเศรษฐกิจ การค้า และรถไฟความเร็วสูง
สำหรับหัวข้อที่คาดว่าจะมีการหารือระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ตามข้อมูลที่สมาคมแจ้ง จะเน้นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าเป็นหลัก รวมถึงการติดตามความคืบหน้าของข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามไว้ก่อนหน้านี้
อีกประเด็นที่ถูกจับตามองคือโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ซึ่งเป็นโครงการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภูมิภาค โดยยังมีประเด็นด้านการก่อสร้างและการดำเนินงานที่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดความคืบหน้า
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมออนไลน์ การหลอกลวงทางโทรคมนาคม และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ
จับตาปมภาษีรถยนต์ไฟฟ้า 35%
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่คณะรัฐมนตรีไทยมีมติเห็นชอบปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV และ REEV ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เป็นอัตรา 35% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป
มาตรการดังกล่าวเป็นการปรับจากอัตราภาษีเดิม โดยรถยนต์ BEV เสียภาษีสรรพสามิต 10% และรถยนต์ REEV เสียภาษี 15%
กระทรวงการคลังชี้แจงว่า การปรับโครงสร้างภาษีมีเป้าหมายสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้กับรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศ กระตุ้นให้ผู้ประกอบการลงทุนผลิตและประกอบรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงชิ้นส่วนสำคัญในประเทศไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้ประกอบการจากจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ลงทุนและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้ารายสำคัญของไทย
ความสัมพันธ์ไทย–จีนมีกรอบความร่วมมือหลายด้าน
ก่อนหน้านี้ นายอนุทินเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16–20 กรกฎาคม 2569 และได้หารือกับนายหลี่ เฉียง พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจ 15 ฉบับ ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ การลงทุน เทคโนโลยี การศึกษา อุตสาหกรรม และความมั่นคง
ทั้งสองประเทศยังเห็นพ้องเร่งรัดโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 1 และผลักดันความร่วมมือระยะที่ 2 รวมถึงเพิ่มความร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งหลอกลวงออนไลน์
ประเด็นยุทธศาสตร์อินโด–แปซิฟิกยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าจะถูกหยิบยกหารือ
ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับบทบาทของไทยในยุทธศาสตร์อินโด–แปซิฟิก ความร่วมมือทางทหารในภูมิภาค และกระแสวิพากษ์วิจารณ์จีนที่เกิดขึ้นในสังคมไทยนั้น ข้อมูลกำหนดการที่เผยแพร่โดยสมาคมยังไม่ได้ระบุว่าจะมีการหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นหารือระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศหรือไม่
ขณะนี้จึงต้องติดตามการยืนยันกำหนดการจากรัฐบาล ตลอดจนรายละเอียดหัวข้อการหารืออย่างเป็นทางการอีกครั้ง
หากการเยือนเกิดขึ้นตามกำหนดจริง การพบปะครั้งนี้จะเป็นอีกเวทีสำคัญในการติดตามความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงระหว่างไทยกับจีน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย–จีน (ข้อมูลกำหนดการที่แจ้งสมาชิก), สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, กระทรวงการต่างประเทศ, กรมประชาสัมพันธ์
#หลี่เฉียง #จีนเยือนไทย #อนุทิน #ไทยจีน #ภาษีรถEV #รถไฟความเร็วสูงไทยจีน #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #เศรษฐกิจไทย #ภูมิรัฐศาสตร์ #สำนักข่าววิหคนิวส์