4 พฤศจิกายน 2569
ศึกอำนาจทางกฎหมายกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ร้อนแรง!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ เผยแพร่บทความวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ชี้เหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญควรไม่รับคำร้อง กกต. ทั้ง 2 ประเด็น หลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เตรียมยื่นคำร้องให้วินิจฉัยปัญหาหน้าที่และอำนาจ กรณีศาลฎีการับคำร้องเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือก สว. รวม 3 คดี เกี่ยวข้องกับบุคคล 5 ราย
นายวัสระบุว่า ปัญหาอำนาจ กกต. กับเขตอำนาจศาลฎีกาเป็นคนละเรื่องกัน ไม่อาจใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) เพื่อจำกัดอำนาจศาลฎีกาโดยอ้อม
ย้อนต้นเหตุวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 กกต. มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีเร่งด่วน ขอให้วินิจฉัย 2 ประเด็นสำคัญ
ประเด็นแรก คำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้มีคุณสมบัติของผู้อำนวยการเลือกแต่ละระดับเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบอีก เว้นแต่กรณีตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 หรือไม่
ประเด็นที่สอง คำวินิจฉัย กกต. ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 เป็นที่สุด ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้ตรวจสอบหรือทบทวนอีกหรือไม่
เปิดคำวินิจฉัย กกต. 2 กรณีสำคัญ!
กรณีแรก คำวินิจฉัยที่ 249/2567 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2567 เกี่ยวกับนางแดง กองมา ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ กลุ่มที่ 10 ประกอบอาชีพขายเนื้อสุกรในจังหวัดอำนาจเจริญมา 27 ปี และเป็นกรรมการพัฒนาตลาดสดน่าซื้อ 20 ปี
กกต. เห็นว่ามีประสบการณ์ตามมาตรา 11 (10) และมาตรา 13 (3) ไม่น้อยกว่า 10 ปี และไม่มีหลักฐานยืนยันการฝ่าฝืนมาตรา 74 จึงยกคำร้อง
กรณีที่สอง คำวินิจฉัยที่ 17/2568 ลงวันที่ 13 มกราคม 2568 เกี่ยวกับนายสมพาน พละศักดิ์ ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ กลุ่มที่ 10 ประกอบอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวมา 12 ปี
กกต. เห็นว่ามีประสบการณ์ตรงตามเงื่อนไขกฎหมาย และไม่มีหลักฐานเพียงพอยืนยันการกระทำผิด จึงยกคำร้องเช่นกัน
นายวัสชี้ว่า แม้ กกต. มีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติและพยานหลักฐาน แต่ไม่ได้หมายความว่าคำวินิจฉัยทุกกรณีจะเป็นที่สุด หรือศาลหมดอำนาจตรวจสอบโดยอัตโนมัติ
ประเด็นแรก! คำสั่งรับสมัครเป็นที่สุดจริงหรือไม่
นายวัสระบุว่า ผู้มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อคือผู้อำนวยการเลือกแต่ละระดับ ซึ่งใช้อำนาจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 224 กำหนดให้ กกต. มีหน้าที่จัดและควบคุมการเลือก สว. แต่ไม่ได้ทำให้การดำเนินงานทุกขั้นตอนของเจ้าหน้าที่เป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด
การประกาศรายชื่อผู้สมัครจึงไม่ได้หมายความว่าคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามจะถูกตรวจสอบไม่ได้อีกตลอดไป ต้องพิจารณาบทบัญญัติกฎหมายและสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
นายวัสเห็นว่า คำขอประเด็นแรกเป็นการขอให้ตีความผลทางกฎหมายของคำสั่งรับสมัคร มากกว่าปัญหาหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญโดยตรง
ประเด็นที่สอง! มาตรา 60 และ 62 ไม่ได้กำหนดให้คำวินิจฉัยยกคำร้องเป็นที่สุด
นายวัสอธิบายว่า มาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการที่ กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในกรณีที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่บทบัญญัติรับรองว่าคำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต. เป็นที่สุด
การที่ กกต. ตัดสินใจยื่นหรือไม่ยื่นคำร้อง กับการที่ศาลฎีกามีอำนาจรับคำร้องจากบุคคลอื่น จึงเป็นคนละประเด็น
นายวัสเห็นว่า คำขอนี้มีลักษณะเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเขตอำนาจศาลฎีกาโดยอ้อม ทั้งที่มาตรา 210 (2) ไม่ได้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลอุทธรณ์คำสั่งของศาลฎีกา
เปิด 2 เหตุผล! คำร้องอาจไม่ผ่านเงื่อนไขมาตรา 44
นายวัสอ้างมาตรา 44 ประกอบมาตรา 7 (2) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 โดยชี้ข้อโต้แย้งสำคัญ 2 ประการ
หนึ่ง คำร้องเป็นปัญหาการตีความความเป็นที่สุดของคำสั่งและคำวินิจฉัยตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มากกว่าปัญหาอำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยตรง
สอง คำร้องไม่สามารถแยกปัญหาอำนาจ กกต. ออกจากข้อพิพาทที่ศาลฎีกากำลังพิจารณาได้อย่างชัดเจน เพราะสาระสำคัญคือการขอให้วินิจฉัยเขตอำนาจของศาลฎีกา
แม้ กกต. จะอ้างว่าการรับคำร้องของศาลฎีกากระทบต่ออำนาจของตน แต่ยังต้องพิจารณาว่าเป็นปัญหาที่เข้าข่ายมาตรา 210 (2) หรือไม่
นอกจากนี้ การตีความมาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 60 มาตรา 62 และมาตรา 63 เกี่ยวกับการเลือก สว. ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลและกระบวนพิจารณาที่กฎหมายกำหนด
ฟันธง! ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรกลายเป็นศาลเหนือศาล
นายวัสสรุปว่า มาตรา 210 (2) ไม่ใช่ช่องทางให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นศาลอุทธรณ์คำสั่งศาลฎีกา หรือวินิจฉัยจำกัดเขตอำนาจของศาลอื่น
ส่วนมาตรา 44 เป็นเพียงช่องทางและเงื่อนไขการยื่นคำร้อง ไม่ได้ขยายอำนาจศาลรัฐธรรมนูญเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด
จึงเห็นว่าคำร้อง กกต. ทั้ง 2 ประเด็นไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 210 (2) ประกอบมาตรา 44 และมาตรา 7 (2)
พร้อมเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องทั้งสองประเด็น เพื่อรักษาขอบเขตอำนาจของแต่ละองค์กรและหลักการแบ่งแยกอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
ข้อเสนอดังกล่าวเป็นความเห็นทางกฎหมายของนายวัส ติงสมิตร มิใช่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
นายอินทร์
สำนักข่าววิหคนิวส์ รายงาน
อ้างอิง :
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ บทความวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569
รายงานข่าวมติ กกต. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 210 และมาตรา 224
พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (2) และมาตรา 44
พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
#กกต #เลือกสว #ฮั้วสว #ศาลรัฐธรรมนูญ #ศาลฎีกา #วัสติงสมิตร #มาตรา210 #มาตรา44 #คุณสมบัติสว #หลักนิติรัฐ #การแบ่งแยกอำนาจ #วิหคนิวส์ #VihokNews
