ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แจง 2 ประเด็นร้อน ทั้งหลักเกณฑ์นิรโทษกรรมและมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด ยืนยันคดีทุจริตและคดีตามมาตรา 112 ไม่อยู่ในเงื่อนไขนิรโทษกรรม ส่วนกรณีทักษิณ ชินวัตร ยังไม่ขอวินิจฉัยจนกว่าจะเห็นคำร้องและรายละเอียดอย่างเป็นทางการ
นายปกรณ์ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานผลการกลั่นกรองคำร้องกรณีทักษิณ โดยขั้นตอนจะต้องผ่านคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา พร้อมยืนยันว่าคณะกรรมการชุดใหญ่มีอำนาจลงมติเห็นต่างจากความเห็นของคณะอนุกรรมการได้
สำหรับกรณีคดีมาตรา 112 และคดีทุจริต นายปกรณ์ยืนยันว่า กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าไม่อยู่ในหลักเกณฑ์นิรโทษกรรม อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เห็นว่าตนเองเข้าเงื่อนไขยังสามารถยื่นคำร้องได้ และคณะกรรมการจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกรอบกฎหมาย
ส่วนมาตรการเออร์ลีรีไทร์ข้าราชการ นายปกรณ์ชี้แจงว่า เป็นมาตรการปรับโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ เพื่อลดภาระงบประมาณรายจ่ายประจำและเพิ่มงบประมาณสำหรับการพัฒนาประเทศ โดยเงินชดเชยจะคำนวณตามสูตรที่สัมพันธ์กับอายุราชการที่เหลือ ไม่ใช่นำเงินเดือนสุดท้ายมาคูณ 15 เท่าโดยตรง
นายปกรณ์ระบุว่า จะพยายามผลักดันให้ได้รับเงินชดเชยเต็มตามกรอบที่กำหนด ซึ่งอาจสูงถึง 18 เท่า แต่จำนวนเงินจริงของแต่ละคนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและอายุราชการที่เหลือ ขณะนี้สำนักงาน ก.พ. อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี
ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้
ทั้งนี้ ข้อมูลจากการประชุมคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ระบุว่า มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดวางกรอบดำเนินการ 5 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2570 และกำหนดเงินก้อนในกรอบ 8–18 เท่าของเงินเดือนรวมเงินประจำตำแหน่ง (ถ้ามี) ตามอายุราชการที่เหลือ โดยยังต้องเสนอรายละเอียดให้ ครม. พิจารณา 
สำนักข่าววิหคนิวส์
ที่มา: INN News / Hfocus / Thai PBS
#ปกรณ์ #ทักษิณ #นิรโทษกรรม #มาตรา112 #คดีทุจริต #เออร์ลีรีไทร์ #ข้าราชการ #การเมืองไทย #ข่าววัน
