วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2569 กระแสการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินกำลังได้รับความสนใจในหลายประเทศ หลังมีการรวบรวมข้อมูลคำแนะนำจากรัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศต่าง ๆ รวม 33 ประเทศ ซึ่งแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นไว้ภายในบ้าน ตั้งแต่ 3 วัน ไปจนถึง 7–14 วัน ขึ้นอยู่กับแนวทางของแต่ละประเทศ
สิ่งที่น่าจับตาคือ คำแนะนำเหล่านี้ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะภัยสงครามหรือภัยธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyberattack) ที่อาจทำให้ระบบไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต ธนาคาร ระบบชำระเงิน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญหยุดชะงักได้
อังกฤษเปิดแคมเปญ Be Ready เตรียมเสบียง 3 วัน
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569 รัฐบาลสหราชอาณาจักรเปิดตัวแคมเปญ “Be Ready” ส่งเสริมให้ประชาชนเตรียมสิ่งของจำเป็นให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างน้อย 3 วัน หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือบริการสาธารณะหยุดชะงัก
รายการสำคัญประกอบด้วยน้ำดื่ม อาหารที่เก็บได้นาน ยาประจำตัว ไฟฉาย วิทยุ แบตเตอรี่สำรอง เงินสด และเอกสารสำคัญ โดยรัฐบาลระบุว่าเหตุฉุกเฉินอาจส่งผลกระทบต่อไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต
EU เดินหน้ายุทธศาสตร์รับมือภัยคุกคามรอบด้าน
คณะกรรมาธิการยุโรปเปิดตัวยุทธศาสตร์ Preparedness Union Strategy เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568 เพื่อเพิ่มความพร้อมของประเทศสมาชิกในการรับมือภัยคุกคามที่ซับซ้อน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม ภัยคุกคามแบบผสมผสาน การโจมตีทางไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูล และภัยธรรมชาติ
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วยมาตรการสำคัญ 30 ข้อ เพื่อยกระดับความพร้อมของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน รวมถึงการเตรียมรับมือเหตุที่อาจกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
แต่ละประเทศกำหนดระยะเวลาสำรองเสบียงต่างกัน
- เยอรมนี: หน่วยงานด้านการคุ้มครองพลเรือนแนะนำให้สำรองอาหารและเครื่องดื่มสำหรับ 10 วัน พร้อมน้ำประมาณ 14 ลิตรต่อคนต่อสัปดาห์
- สวีเดน: แนะนำให้ครัวเรือนเตรียมพร้อมดูแลตัวเองอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ทั้งอาหาร น้ำ ความอบอุ่น และการสื่อสาร
- ไต้หวัน: คู่มือความปลอดภัยประชาชนแนะนำให้สำรองสิ่งของภายในบ้านอย่างน้อย 7 วัน และเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินสำหรับอพยพอีก 1–3 วัน
- ญี่ปุ่น: หน่วยงานรัฐแนะนำให้สำรองอาหารอย่างน้อย 3 วัน และควรเตรียมให้ได้ประมาณ 1 สัปดาห์หากเป็นไปได้
เนเธอร์แลนด์แนะสำรองเงินสด 70 ยูโรต่อผู้ใหญ่
อีกประเด็นสำคัญคือ การเตรียมเงินสดสำรองไว้ใช้จ่ายในกรณีระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ขัดข้อง
ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ (De Nederlandsche Bank) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแนะนำให้ประชาชนสำรองเงินสดสำหรับเหตุฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง โดยกำหนดแนวทางประมาณ 70 ยูโรต่อผู้ใหญ่ และ 30 ยูโรต่อเด็ก พร้อมแนะนำให้มีธนบัตรและเหรียญหลายขนาด
คำแนะนำดังกล่าวเผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เพื่อรับมือกรณีเครื่องรับบัตรชำระเงิน ตู้ ATM หรือระบบธนาคารออนไลน์ไม่สามารถใช้งานได้
สวีเดนแนะมีเงินสด 1,000 โครนาต่อผู้ใหญ่
ธนาคารกลางสวีเดน (Sveriges Riksbank) แนะนำให้ประชาชนมีเงินสดสำรองประมาณ 1,000 โครนาสวีเดนต่อผู้ใหญ่หนึ่งคน พร้อมเตรียมบัตรชำระเงินจากเครือข่ายที่แตกต่างกัน และช่องทางชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ยังสามารถใช้จ่ายได้หากระบบใดระบบหนึ่งขัดข้อง
ทำไมภัยไซเบอร์จึงเกี่ยวข้องกับเงินสด?
ระบบการชำระเงินในปัจจุบันต้องพึ่งพาไฟฟ้า เครือข่ายอินเทอร์เน็ต เซิร์ฟเวอร์ และระบบธนาคาร หากเกิดการโจมตีทางไซเบอร์หรือระบบโครงสร้างพื้นฐานขัดข้องเป็นวงกว้าง อาจทำให้ประชาชนไม่สามารถโอนเงิน สแกน QR Code รูดบัตร หรือถอนเงินจากตู้ ATM ได้ชั่วคราว
แม้จะมีเงินอยู่ในบัญชีธนาคาร แต่หากระบบที่ใช้เข้าถึงเงินไม่สามารถทำงานได้ เงินสดจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำรองสำหรับซื้ออาหาร น้ำดื่ม ยา และสิ่งของจำเป็น
ไม่ใช่ประกาศเตือนสงครามพร้อมกัน 33 ประเทศ
ข้อมูลที่รวบรวมจากหลายประเทศมีการเผยแพร่และปรับปรุงต่างช่วงเวลากัน ไม่ใช่การประกาศเตือนภัยพร้อมกันทั้งหมด และไม่ใช่หลักฐานว่ากำลังจะเกิดสงครามโลก
อย่างไรก็ตาม แนวทางจากรัฐบาลอังกฤษ สหภาพยุโรป เยอรมนี สวีเดน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเนเธอร์แลนด์ แสดงให้เห็นว่าการเตรียมพร้อมระดับครัวเรือนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรับมือความเสี่ยงยุคใหม่ ตั้งแต่ภัยธรรมชาติ สงคราม ภัยไซเบอร์ ไปจนถึงระบบการเงินและสาธารณูปโภคหยุดชะงัก
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission), รัฐบาลสหราชอาณาจักร (GOV.UK), ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ (DNB), ธนาคารกลางสวีเดน (Sveriges Riksbank), หน่วยงานคุ้มครองพลเรือนเยอรมนี (BBK), รัฐบาลญี่ปุ่น และคู่มือความปลอดภัยประชาชนไต้หวัน
#เตือนภัยฉุกเฉิน #33ประเทศ #สำรองอาหาร #สำรองน้ำดื่ม #ภัยไซเบอร์ #Cyberattack #ระบบการเงิน #เงินสดสำรอง #BeReady #PreparednessUnion #เยอรมนี #สวีเดน #ญี่ปุ่น #ไต้หวัน #ข่าวต่างประเทศ #สำนักข่าววิหคนิวส์
