บทความวิเคราะห์โดย เวดานต์ ชาร์มา นักวิเคราะห์นโยบายความปลอดภัยทางไซเบอร์ชาวอินเดีย ระบุว่า อินเดียกลายเป็นหนึ่งในแหล่งสำคัญของการหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามพรมแดน โดยมีเหยื่อจำนวนมากในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชนและผลกระทบทางจิตใจต่อผู้เสียหาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
เปิดตัวเลขความเสียหาย
บทความอ้างงานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีอินเดีย คานปุระ ซึ่งประเมินว่า การฉ้อโกงผ่านคอลเซ็นเตอร์ที่เชื่อมโยงกับอินเดียสร้างความเสียหายทั่วโลกประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่การหลอกลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีรูปแบบ “ฆ่าหมู” ภายในอินเดียมีความเสียหายเกิน 3,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2024
สำหรับความเสียหายที่ติดตามย้อนกลับไปยังอินเดียจากเหยื่อในสหรัฐฯ ระหว่างปี 2023–2025 มีมูลค่าประมาณ 42 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบทความระบุว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเสียหายที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้
จามธารา–เมวัต แหล่งหลอกลวงในพื้นที่ชนบท
บทความชี้ว่า พื้นที่จามธาราและเมวัตเป็นส่วนสำคัญของภูมิทัศน์อาชญากรรมไซเบอร์ในอินเดีย โดยในพื้นที่ที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจจำกัด การหลอกลวงทางไซเบอร์กลายเป็นแหล่งรายได้ของครัวเรือน
ข้อมูลที่บทความนำเสนอระบุว่า เมืองภารัตปูร์ในรัฐราชสถานมีสัดส่วนคดีอาชญากรรมไซเบอร์ที่รายงานสูงสุดประมาณ 18% ขณะที่พื้นที่เมวัตซึ่งครอบคลุมบางส่วนของรัฐราชสถาน อุตตรประเทศ และหรยาณา มีสัดส่วนประมาณ 11% ส่วนจามธาราเป็นอีกพื้นที่ที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นแหล่งปฏิบัติการของเครือข่ายหลอกลวง
รูปแบบการหลอกลวงบางประเภทไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคนิคขั้นสูง เพียงมีโทรศัพท์และบัญชีธนาคารก็สามารถเริ่มปฏิบัติการได้ บทความยังระบุว่ามีผู้ปฏิบัติการอายุน้อย และมีการเปิดกลโกงรูปแบบใหม่จำนวนมากในแต่ละวัน
4 กลโกงหลักที่ใช้หลอกเหยื่อ
- หลอกลวงฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิค
มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นพนักงานบริษัทเทคโนโลยี เช่น Microsoft หรือ Apple ส่งข้อความแจ้งเตือนไวรัสหรือการบุกรุกบัญชีปลอม ก่อนหลอกให้เหยื่อเปิดทางเข้าถึงอุปกรณ์จากระยะไกล แล้วนำข้อมูลไปใช้ขโมยเงิน
- แอบอ้างเป็นหน่วยงานรัฐ
ผู้กระทำผิดปลอมเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานจัดเก็บภาษี ประกันสังคม หรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง พร้อมเรียกเงินเพื่อแลกกับการยุติคดีหรือค่าใช้จ่ายที่อ้างว่าค้างอยู่ บทความอ้างถึงคำฟ้องของศาลแขวงสหรัฐฯ ในรัฐจอร์เจียเมื่อปี 2022 ซึ่งกล่าวถึงคอลเซ็นเตอร์ในอินเดียที่โทรศัพท์หลอกลวงผู้บริโภคชาวอเมริกันจำนวนมาก
- หลอกจับกุมทางดิจิทัล
กลโกงรูปแบบใหม่ใช้วิดีโอคอลแสดงเครื่องแบบตำรวจและหมายจับปลอม เพื่อสร้างความหวาดกลัวและบีบให้เหยื่อโอนเงิน บทความระบุว่า ในอินเดียมีผู้เสียหายจากกลโกงลักษณะนี้มากกว่า 92,000 รายในปี 2024
- หลอกลงทุนคริปโทเคอร์เรนซี
มิจฉาชีพสร้างความสัมพันธ์และชักชวนเหยื่อให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ก่อนเชิดเงินหนี โดยบทความกล่าวถึงความเสียหายจากการหลอกลวงรูปแบบ “ฆ่าหมู” ที่มีมูลค่าสูง
เปิดโครงสร้างเบื้องหลังเครือข่าย
บทความระบุว่า เครือข่ายหลอกลวงใช้ระบบโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตหรือ VoIP และโปรโตคอล SIP ผ่านเซิร์ฟเวอร์หลายแห่งเพื่อปกปิดต้นทาง นอกจากนี้ยังอาศัยบัญชีธนาคารที่ใช้รับและโอนเงินแทน หรือบัญชีม้า ตลอดจนซิมการ์ดที่ได้มาจากการใช้ข้อมูลระบุตัวตนที่ไม่ถูกต้อง
เงินที่ได้จากการหลอกลวงอาจถูกเคลื่อนย้ายข้ามประเทศผ่านระบบโอนเงินนอกระบบที่เรียกว่า “ฮาวาลา” และสกุลเงินดิจิทัล ขณะที่การวิเคราะห์ที่อยู่ IP มากกว่า 15,000 รายการของสำนักงานสอบสวนกลางอินเดีย หรือ CBI ตามที่บทความอ้าง พบเบาะแสบางส่วนที่เชื่อมโยงผู้บงการกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบุคลากรในอินเดียรับหน้าที่โทรศัพท์และจัดการบัญชี
ข้อกล่าวหาเรื่องการคุ้มครองทางการเมืองและช่องโหว่ของระบบ
ผู้เขียนวิเคราะห์ว่า เครือข่ายหลอกลวงในบางพื้นที่มีความสัมพันธ์ซับซ้อนกับการเมืองท้องถิ่นและการบังคับใช้กฎหมาย โดยกล่าวถึงกรณีของรันธีร์ ซิงห์ สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคภารติยะชนตาในจามธารา ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาต้องเข้าไป “ให้คำแนะนำ” แก่ตำรวจเพื่อให้ปล่อยตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ถูกจับกุม พร้อมขู่ว่าจะระดมประชาชนไปยังสถานีตำรวจหากคนในพื้นที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสม
บทความตีความว่า ความสัมพันธ์ลักษณะนี้อาจทำให้ผู้กระทำผิดได้รับความคุ้มครองทางการเมืองโดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานว่านักการเมืองมีส่วนร่วมในการหลอกลวงโดยตรง
นอกจากนี้ ยังยกกรณีที่ตำรวจไฮเดอราบาดเปิดเผยในเดือนมกราคม 2025 เกี่ยวกับหญิงวัย 60 ปีที่ถูกกล่าวหาว่าให้เครือข่ายหลอกลวงใช้บัญชีธนาคารขององค์กรพัฒนาเอกชนแลกกับค่าตอบแทน และกรณีตำรวจอินดอร์ในเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน ซึ่งระบุว่าพ่อลูกคู่หนึ่งให้ยืมบัญชีของสถาบันการศึกษาเพื่อรับค่าคอมมิชชัน
ด้านซิมการ์ด บทความระบุว่า ทางการอินเดียปิดกั้นซิมที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมไซเบอร์ประมาณ 669,000 ซิมภายในเดือนพฤศจิกายน 2024 ส่วนปฏิบัติการ Octopus 3.0 ในไฮเดอราบาดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ยึดซิมได้ 1,194 ใบ ซึ่งออกภายใต้ข้อมูลประจำตัวของประชาชนทั่วไปและผู้เสียชีวิตตามที่บทความรายงาน
รายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC ในปี 2024 ถูกอ้างถึงในประเด็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่ทั่วถึง โดยผู้เขียนมองว่า การเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่ในบางพื้นที่อาจเปิดช่องให้เครือข่ายขยายตัว แม้จะไม่มีหลักฐานการรับสินบนเป็นรายบุคคลก็ตาม
สหรัฐฯ เร่งปราบปราม ขณะที่ความเสียหายยังเพิ่มขึ้น
บทความอ้างข้อมูลรายงาน IC3 ปี 2025 ของ FBI ว่า ในปี 2025 ชาวอเมริกันยื่นเรื่องร้องเรียนการฉ้อโกงมากกว่า 1 ล้านครั้งเป็นครั้งแรก และมีความเสียหายรวมเกิน 20,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจาก 16,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2024
ความเสียหายจากการหลอกลวงด้านการสนับสนุนทางเทคนิคเพิ่มจาก 807 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 เป็น 1,464 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และประมาณ 2,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ขณะที่ผู้เสียหายอายุ 60 ปีขึ้นไปยื่นเรื่องร้องเรียนประมาณ 147,000 ครั้ง คิดเป็นความเสียหาย 4,800 ล้านดอลลาร์ในปี 2024
ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย บทความระบุว่า ปฏิบัติการร่วมของ FBI ในปี 2024 นำไปสู่การจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ 215 คน ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ฮิเตช มาธุบไฮ พาเทล ผู้ประกอบการชาวอินเดีย-อเมริกัน ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีในรัฐเท็กซัส และมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายเกือบ 9 ล้านดอลลาร์
อีกคดีหนึ่งในรัฐแมริแลนด์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 บทความระบุว่า คอลเซ็นเตอร์ในอินเดียสามแห่งเชื่อมโยงกับความเสียหายของเหยื่อมากกว่า 650 คน รวม 48 ล้านดอลลาร์
ออสเตรเลีย แคนาดา และสหราชอาณาจักรได้รับผลกระทบ
บทความระบุว่า ออสเตรเลียมีความเสียหายจากการฉ้อโกงประมาณ 1,570 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้น 7.8% จากปี 2024 ขณะที่ผู้เสียหายอายุ 65 ปีขึ้นไปสูญเงิน 71.7 ล้านดอลลาร์ในปี 2024
ส่วนแคนาดามีรายงานความเสียหายจากการฉ้อโกง 461 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 แต่มีอัตราการรายงานเพียง 5–10% ทำให้บทความประเมินว่าความเสียหายที่แท้จริงอาจอยู่ระหว่าง 4,340–9,180 ล้านดอลลาร์ โดยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหนึ่งในรูปแบบที่เพิ่มขึ้น
สำหรับสหราชอาณาจักร การหลอกลวงด้านการสนับสนุนทางเทคนิคถูกระบุว่าเป็นประเภทการฉ้อโกงที่เติบโตเร็ว ขณะที่บทความชี้ว่ายังขาดข้อมูลระดับยุโรปที่ติดตามการหลอกลวงซึ่งมีต้นทางจากอินเดียโดยเฉพาะ
ผลกระทบต่อผู้สูงอายุและความเชื่อมั่นของสังคม
นอกเหนือจากความเสียหายทางการเงิน ผู้เขียนระบุว่าผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่ออาจเผชิญความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การแยกตัวจากสังคม และการโทษตนเอง การแอบอ้างเป็นหน่วยงานรัฐยังทำให้ประชาชนบางส่วนไม่ไว้วางใจการติดต่อที่ถูกต้องตามกฎหมายจากหน่วยงานต่าง ๆ
ผู้เสียหายสูงอายุจำนวนหนึ่งเป็นผู้ที่เก็บเงินมาตลอดชีวิตหรือมีทรัพย์สินที่ตั้งใจส่งต่อให้ลูกหลาน การหลอกลวงจึงอาจกระทบทั้งความมั่นคงทางการเงินและการส่งต่อทรัพย์สินระหว่างรุ่น
ปัญหาเชิงโครงสร้างและข้อจำกัดของการปราบปราม
ในบทสรุป ผู้เขียนมองว่าเครือข่ายหลอกลวงในอินเดียเติบโตจากการขาดแคลนงานในชนบท แรงงานวัยหนุ่มสาวที่มีการศึกษาและใช้ภาษาอังกฤษได้ ตลอดจนช่องโหว่ด้านกฎระเบียบและความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มมิจฉาชีพกับผู้มีอำนาจในท้องถิ่น
แม้ปฏิบัติการร่วมระหว่าง FBI และ CBI ภายใต้ชื่อ Chakra จะนำไปสู่ผลสำเร็จในการปราบปรามบางส่วน แต่ผู้เขียนประเมินว่า หากปัญหาการจ้างงานและระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองในระดับท้องถิ่นยังคงอยู่ การจับกุมเป็นครั้งคราวอาจเป็นเพียงความสำเร็จระยะสั้น โดยไม่สามารถยุติเครือข่ายหลอกลวงได้อย่างถาวร
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: บทความ “การหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามพรมแดนของอินเดียต่อสหรัฐอเมริกาและตะวันตก” โดย เวดานต์ ชาร์มา (Vedant Sharma) ผู้เขียนรับเชิญ
#อาชญากรรมไซเบอร์ #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #หลอกลวงข้ามชาติ #อินเดีย #สหรัฐอเมริกา #ภัยออนไลน์ #VihokNews
