เรื่องฮอต ประเด็นฮิต » ⚖️ วัส อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ชี้มติ กกต. ฮั้ว สว. สวน กฎหมายและบรรทัดฐานศาลฎีกา

⚖️ วัส อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ชี้มติ กกต. ฮั้ว สว. สวน กฎหมายและบรรทัดฐานศาลฎีกา

15 September 2026
45   0

15 กันยายน 2569 เวลา 08:49 น.
นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา ระบุถึงมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 หรือ “คดีฮั้ว สว.” โดยตั้งข้อสังเกตว่า มติดังกล่าวอาจเดินสวนทางกับบทบัญญัติของกฎหมายและบรรทัดฐานเดิมของศาลฎีกา

กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องรวม 77 ราย ประกอบด้วย สว. ที่ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย

ขณะที่คณะกรรมการไต่สวนชุด 26 มีความเห็นควรส่งศาลจำนวน 229 ราย ทำให้เกิดข้อถกเถียงถึงมาตรฐานการใช้และตีความกฎหมายของ กกต.

🧩 ปมสำคัญ มาตรา 62 กับมาตรฐานคดีอาญา

นายวัสระบุว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่การนำมาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญา ตามหมวด 6 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาปะปนกับการใช้มาตรการตาม หมวด 4 โดยเฉพาะมาตรา 62

มาตรา 62 กำหนดหลักว่า หาก กกต. มี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าการเลือกเป็นไปโดยทุจริต หรือไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต. สามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้มีคำสั่งเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งได้

นายวัสเห็นว่า มาตรฐานดังกล่าวแตกต่างจากการพิสูจน์ความผิดทางอาญา ซึ่งต้องพิสูจน์องค์ประกอบความผิดและเจตนาของบุคคลอย่างเคร่งครัด

จึงตั้งข้อสังเกตว่า หากนำมาตรฐานคดีอาญามาใช้เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณามาตรา 62 อาจทำให้ช่องทางการส่งเรื่องต่อศาลแคบลง และทำให้บุคคลที่มีพฤติการณ์ซึ่งอาจกระทบต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของศาล

🏛️ ยก 3 คดีศาลฎีกา ชี้ไม่ได้ดูแค่เส้นทางเงิน

นายวัสยังยกแนวคำพิพากษาคดีเลือก สว. ในพื้นที่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และร้อยเอ็ด มาเปรียบเทียบ โดยเห็นว่าศาลฎีกาเคยพิจารณาพยานหลักฐานในลักษณะ “ภาพรวม” ทั้งพฤติการณ์ การติดต่อสื่อสาร ข้อมูลทางโทรศัพท์ พยานดิจิทัล สถิติ และความเชื่อมโยงของบุคคล

คดีชลบุรี ถูกยกเป็นตัวอย่างเรื่องการจับคู่แลกคะแนน โดยมีพฤติการณ์เกี่ยวกับการติดต่อผ่าน LINE และการนัดพบก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งนายวัสระบุว่า ศาลเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่กระทบต่อดุลพินิจอิสระ และมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี

คดีฉะเชิงเทรา หรือคดีกำพล มีประเด็นเครือข่ายจัดตั้ง การจัดหาผู้สมัคร การสนับสนุนค่าใช้จ่าย และการสั่งการลงคะแนน โดยมีการนำคำให้การของผู้ร่วมกระทำความผิดที่กันไว้เป็นพยาน รวมถึงคลิปเสียง Call Log และข้อมูลแชท LINE มาประกอบการพิจารณา

ส่วน คดีร้อยเอ็ด นายวัสยกกรณีธุรกรรมผ่านบัญชีบุคคลอื่น การอำพรางธุรกรรม พิกัดเสาสัญญาณโทรศัพท์ และระยะเวลาการโอนเงินที่สอดคล้องกัน มาเป็นตัวอย่างว่าศาลสามารถพิจารณาพยานหลักฐานเชิงนิติวิทยาศาสตร์ประกอบกันได้

นายวัสจึงเห็นว่า พฤติการณ์อย่างการบล็อกโหวต การจัดตั้งเครือข่าย หรือการตกลงแลกคะแนน อาจเป็นพยานหลักฐานที่ใช้พิจารณาว่าการเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามมาตรา 62 โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีหลักฐานทางการเงินครบถ้วนเพียงอย่างเดียว

⚠️ จับตา มาตรา 157–พ.ร.ป. กกต. มาตรา 69

นายวัสยังระบุว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เสียงข้างมากในกรณีนี้ อาจ ถูกตั้งคำถามถึงความรับผิดทางอาญา หากภายหลังพิสูจน์ได้ว่าการตัดตอนคดีหรือการใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้พ้นจากการตรวจสอบ

โดยอาจมีการหยิบยก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 69 มาพิจารณา

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อกล่าวอ้างและข้อวิเคราะห์ทางกฎหมายของนายวัส ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่ากรรมการ กกต. มีความผิดแล้ว

นายวัสสรุปว่า มติ กกต. วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ส่งเรื่องต่อศาล 77 ราย จากสำนวนที่คณะกรรมการชุด 26 เคยมีความเห็นเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 ราย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาทั้งในมิติการตีความมาตรา 62 มาตรฐานพยานหลักฐาน และความสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมา

สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: นายวัส ติงสมิตร
#ฮั้วสว #เลือกสว67 #มติกกต #กกต14กย2569 #ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง #มาตรา157 #กฎหมายเลือกตั้ง #จับคู่แลกคะแนน #บรรทัดฐานคดีเลือกตั้ง #วัสติงสมิตร