3 กันยายน 2569 ธนาคารโลกเปิดตัวรายงาน “Building Thailand’s Future Today” ซึ่งนำเสนอแนวทางยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศรายได้สูง โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการผลักดันอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง และการยกระดับประเทศไทยให้สามารถแข่งขันในห่วงโซ่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
รายงานมองว่า ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เป็นหนึ่งในห่วงโซ่การผลิตสีเขียวที่ไทยมีศักยภาพอยู่แล้ว แต่โจทย์สำคัญต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนรถ EV ที่ใช้ภายในประเทศ หากต้องยกระดับไปสู่การผลิตชิ้นส่วน เทคโนโลยี และกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น (ธนาคารโลก)
หนึ่งในแนวทางที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการสร้าง ห่วงโซ่อุปทาน EV ที่มีความหลากหลายและมีเทคโนโลยีสูงขึ้น โดยไทยควรดึงดูดผู้ผลิตและซัพพลายเออร์จากประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ให้เข้ามาลงทุนและเชื่อมโยงกับฐานการผลิตในประเทศไทย
🔋 3 เทคโนโลยีที่ต้องเร่งยกระดับ
ประเด็นสำคัญอยู่ที่การขยับจากการเป็นฐานประกอบรถ ไปสู่การเป็นฐานผลิตเทคโนโลยี โดยเฉพาะ 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่
- เทคโนโลยีแบตเตอรี่
ไทยจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตแบตเตอรี่ โดยเฉพาะการพัฒนาความสามารถด้าน เซลล์แบตเตอรี่ ภายในประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วนมูลค่าที่เกิดขึ้นในไทย และทำให้ห่วงโซ่ EV ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญทั้งหมด
- ซอฟต์แวร์รถยนต์ไฟฟ้า
รถยนต์ยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องเครื่องยนต์หรือชิ้นส่วนกลไก แต่ยังแข่งขันด้านซอฟต์แวร์ ระบบควบคุม การเชื่อมต่อ และเทคโนโลยีดิจิทัล ดังนั้นการพัฒนาความสามารถด้านซอฟต์แวร์จึงเป็นอีกส่วนสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรม EV
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
อุตสาหกรรม EV เชื่อมโยงกับอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ระบบควบคุมรถ ระบบจัดการแบตเตอรี่ ไปจนถึงระบบอัจฉริยะต่าง ๆ การดึงผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ที่มีเทคโนโลยีสูงเข้ามา จึงช่วยเพิ่มความสามารถของฐานการผลิตไทย
🚗 จาก “ตลาด EV” สู่ “ศูนย์กลางส่งออก”
รายงานธนาคารโลกยังสะท้อนว่า ไทยควรเปลี่ยนจุดเน้นเชิงนโยบายจากการสร้างการยอมรับและการใช้งานรถ EV ภายในประเทศ ไปสู่การสร้าง ความสามารถในการผลิตและส่งออกรถ EV และชิ้นส่วนไปยังตลาดภูมิภาค
ข้อมูลของธนาคารโลกก่อนหน้านี้ระบุว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมีสัดส่วนประมาณ 3.1% ของ GDP และจ้างงานมากกว่า 570,000 คน ขณะที่ห่วงโซ่ EV คิดเป็นประมาณ 4.3% ของการส่งออกทั้งหมด และชิ้นส่วนยานยนต์กว่า 80% สามารถปรับไปสู่การผลิตสำหรับ EV ได้โดยใช้การเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก (ธนาคารโลก)
นั่นหมายความว่าไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่มีฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และซัพพลายเชนเดิมที่สามารถต่อยอดเข้าสู่ยุค EV ได้
🇯🇵🇰🇷 ทำไมต้องญี่ปุ่น–เกาหลีใต้
การดึงผู้ผลิตจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เข้ามาไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มเม็ดเงินลงทุน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการนำ เทคโนโลยี ความรู้ ทักษะแรงงาน และเครือข่ายซัพพลายเออร์ เข้ามาเชื่อมกับบริษัทไทย
ธนาคารโลกเน้นว่าการลงทุนจากต่างประเทศจะสร้างประโยชน์ได้มากขึ้น หากสามารถสร้าง spillovers หรือผลต่อเนื่องทางเทคโนโลยีและธุรกิจภายในประเทศ ทำให้บริษัทไทยและแรงงานไทยสามารถยกระดับศักยภาพตามไปด้วย (ธนาคารโลก)
ก่อนหน้านี้ธนาคารโลกยังระบุว่า การยื่นขอลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงการที่เกี่ยวข้องกับ EV แต่เม็ดเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงยังตามหลังบางประเทศในภูมิภาค (ธนาคารโลก)
📈 EV เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย
รายงานฉบับใหม่ของธนาคารโลกวางกรอบกว้างกว่าการพัฒนา EV เพียงอย่างเดียว โดยระบุว่าไทยจำเป็นต้องเร่งการเติบโตของผลิตภาพ ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม ทักษะแรงงาน การเพิ่มมูลค่าในประเทศ และการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง
ธนาคารโลกประเมินว่า หากไทยสามารถเดินหน้าการปฏิรูปในหลายด้านร่วมกัน จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเข้าสู่เส้นทางการเติบโตของรายได้ต่อหัวเฉลี่ย 5.4% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่จำเป็นต่อเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 (ธนาคารโลก)
ดังนั้น โจทย์ EV ของไทยในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียง “ขายรถไฟฟ้าให้ได้มากขึ้น” แต่คือการสร้างเทคโนโลยี ผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เพิ่มมูลค่าในประเทศ และเชื่อมไทยเข้ากับห่วงโซ่การส่งออกระดับภูมิภาค
หากทำได้สำเร็จ ไทยมีโอกาสต่อยอดจากการเป็นฐานผลิตรถยนต์ดั้งเดิม ไปสู่การเป็น ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน พร้อมสร้างงานและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศ
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: World Bank Group, Building Thailand’s Future Today, World Bank Thailand Economic Monitor และรายงานข่าว BTimes (ธนาคารโลก)
#EV #รถยนต์ไฟฟ้า #รถไฟฟ้า #ไทยฮับEV #อาเซียน #ญี่ปุ่น #เกาหลีใต้ #แบตเตอรี่ #ซอฟต์แวร์ #อิเล็กทรอนิกส์ #เศรษฐกิจไทย #ธนาคารโลก #WorldBank #การลงทุน #วิหคนิวส์
