พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เผยแพร่บทความวิชาการ “บทที่ 8 : วิวัฒนาการและการบูรณาการหลักธรรมาภิบาลเพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี” สะท้อนพัฒนาการสำคัญของระบบราชการไทยในช่วงปี พ.ศ.2552-2555 ซึ่งถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของการยกระดับ “ธรรมาภิบาล” จากแนวคิดเชิงนโยบาย สู่กรอบปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ
เนื้อหาในบทความระบุว่า ภายหลังการจัดตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด (ก.ธ.จ.) ในปี 2552 รัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้เดินหน้าวางมาตรฐานการประเมินระดับธรรมาภิบาลของส่วนราชการและจังหวัดอย่างจริงจัง โดยกำหนดองค์ประกอบสำคัญด้านการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีไว้ถึง 10 ด้าน อาทิ ประสิทธิภาพ ความโปร่งใส นิติธรรม ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของประชาชน
ต่อมาในปี 2555 ได้มีการปรับปรุงกรอบแนวคิดใหม่ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้จริงในระบบราชการ พร้อมเพิ่มมิติด้าน “คุณธรรมและจริยธรรม” เข้าเป็นแกนสำคัญของระบบบริหารภาครัฐ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักธรรมาภิบาลฉบับปรับปรุง เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555
สำหรับหลักธรรมาภิบาลใหม่ ถูกแบ่งออกเป็น 4 แกนสำคัญ ประกอบด้วย
- การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่
- ค่านิยมประชาธิปไตย
- ประชารัฐและการมีส่วนร่วม
- ความรับผิดชอบทางการบริหาร
ภายใต้ 10 หลักการย่อย เช่น หลักประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความโปร่งใส นิติธรรม ความเสมอภาค การกระจายอำนาจ และหลักคุณธรรมจริยธรรม
บทความยังชี้ว่า การปฏิรูประบบราชการในช่วงดังกล่าว ถือเป็นความพยายามสำคัญในการสร้าง “ระบบราชการที่ตอบสนองประชาชน” มากกว่าระบบราชการแบบรวมศูนย์เดิม โดยเน้นการเปิดเผยข้อมูล การตรวจสอบได้ และการสร้างความเชื่อมั่นจากสังคม
พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ ระบุว่า แนวทางดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาระบบบริหารราชการไทยในยุคใหม่ และเป็นบทเรียนเชิงประวัติศาสตร์ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของโครงสร้างภาครัฐให้สอดคล้องกับหลักสากลด้านธรรมาภิบาลและความโปร่งใส
ทั้งนี้ หลักธรรมาภิบาลดังกล่าวยังถูกใช้เป็นกรอบสำคัญในการประเมินผลการทำงานของหน่วยงานรัฐ รวมถึงเป็นแนวทางในการยกระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน
สำนักข่าววิหคนิวส์
