16 ตุลาคม 2569
สะเทือนวงการสาธารณสุขและการเมืองไทย! หลังกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือ สบส. เตรียมทบทวนสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศในเดือนพฤศจิกายน 2569 ผู้ไม่สามารถปฏิบัติงานตามเกณฑ์อาจถูกยุติบทบาทและงดรับค่าป่วยการเดือนละ 2,000 บาท
ประเด็นนี้นำไปสู่การเปรียบเทียบความคุ้มค่าของเงินภาษีประชาชน ระหว่าง อสม. ที่ได้รับค่าป่วยการเพียงเดือนละ 2,000 บาท กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มรวมเดือนละ 113,560 บาท หรือสูงกว่าค่าป่วยการ อสม. ประมาณ 56.78 เท่า!
น.ส.วิลัยวัลย์ ธงสันเทียะ ประธานชมรม อสม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า สบส.เตรียมประชุมตัวแทน อสม. และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจาก 77 จังหวัด ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน เพื่อทบทวนความสามารถในการทำงานจริง และปรับปรุงฐานข้อมูลให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569
สาเหตุสำคัญมาจากการพบ อสม. สูงอายุจำนวนมาก บางรายอายุ 80–88 ปี และบางทะเบียนมีชื่อผู้มีอายุเกิน 100 ปี จึงต้องตรวจสอบว่ายังสามารถปฏิบัติงานได้จริงหรือไม่
ผู้ที่ยังมีสมรรถนะสามารถทำหน้าที่ต่อ ส่วนผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติงานได้อาจยุติบทบาทและงดค่าป่วยการ แต่ยังคงสวัสดิการตามเงื่อนไขเดิม พร้อมเตรียม อสม. รุ่นใหม่กว่า 15,000 คนรองรับการทำงาน
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยว่าในปี 2569 มี อสม. ถูกตัดงบประมาณค่าป่วยการแล้ว 5,139 คน แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่จำนวนผู้สอบตกจากการประเมินครั้งใหม่
ย้อนกลับไปปี 2567 รัฐบาลปรับเพิ่มค่าป่วยการ อสม. จากเดือนละ 1,000 บาท เป็น 2,000 บาท เพื่อสนับสนุนอาสาสมัครที่ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชนในชุมชน
งานของ อสม. ประกอบด้วยการเยี่ยมบ้าน คัดกรองเบาหวานและความดันโลหิตสูง เฝ้าระวังโรคระบาด ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง รวมถึงประสานงานกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
แม้เป็นงานจิตอาสา แต่ก็เป็นกำลังสำคัญของระบบสาธารณสุขระดับชุมชน
ขณะที่ สส. ได้รับค่าตอบแทนรวมเดือนละ 113,560 บาท แบ่งเป็นเงินประจำตำแหน่ง 71,230 บาท และเงินเพิ่ม 42,330 บาท ยังไม่รวมสิทธิประโยชน์บางประเภทตามระเบียบ
แน่นอนว่า อสม. และ สส. มีสถานะ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่างกัน จึงไม่อาจใช้ตัวเลขค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียวตัดสินว่าใครทำงานคุ้มค่ากว่ากัน
แต่เมื่อรัฐให้ความสำคัญกับการประเมินสมรรถนะ อสม. เพื่อให้เงิน 2,000 บาทเกิดประโยชน์สูงสุด หลักการเดียวกันก็ควรถูกนำมาใช้ตรวจสอบผลงานของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างจริงจังเช่นกัน
ทั้งจำนวนวันที่เข้าประชุม การเสนอและพิจารณากฎหมาย การตรวจสอบฝ่ายบริหาร การทำงานในพื้นที่ และผลสัมฤทธิ์จากงบประมาณที่ได้รับ
เพราะความคุ้มค่าของเงินภาษีไม่ควรพิจารณาเฉพาะคนทำงานระดับล่าง แต่ต้องครอบคลุมถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจใช้งบประมาณแผ่นดินด้วย
ยิ่งเมื่อพิจารณาฐานะการคลังของประเทศ รัฐบาลกำหนดงบประมาณรายจ่ายปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท โดยประมาณการรายได้สุทธิ 3 ล้านล้านบาท และวางแผนกู้ชดเชยการขาดดุลอีก 788,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณอย่างประหยัด การตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้จ่ายก็ควรครอบคลุมทุกหน่วยงาน รวมถึงรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และโครงการภาครัฐมูลค่ามหาศาล
ไม่ใช่เข้มงวดเฉพาะเงินค่าป่วยการหลักพัน แต่ปล่อยให้รายจ่ายหลักแสน หลักล้าน หรือหลักพันล้าน ขาดการประเมินผลที่ประชาชนเข้าถึงได้
การยกระดับสมรรถนะ อสม. เป็นเรื่องจำเป็น เพราะประชาชนต้องได้รับบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ แต่รัฐก็ควรสนับสนุนการฝึกอบรม อุปกรณ์ และโอกาสพัฒนาทักษะ โดยไม่ใช้เพียงอายุเป็นเครื่องตัดสินความสามารถ
ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่รับค่าตอบแทนจากภาษีประชาชน ก็ควรแสดงผลงานและความคุ้มค่าให้ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
นี่คือประเด็นใหญ่กว่าการประเมิน อสม. เพราะเงินแผ่นดินทุกบาทควรมีมาตรฐานความรับผิดชอบเดียวกัน
หากจะวัดผลงานคนรับเดือนละ 2,000 บาท คนรับเดือนละ 113,560 บาทก็ควรพร้อมเปิดผลงานให้ประชาชนตรวจสอบเช่นกัน!
นายอินทร์
สำนักข่าววิหคนิวส์ รายงาน
อ้างอิง :
The Coverage
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
Thai PBS ข้อมูลค่าตอบแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลค่าป่วยการ อสม.
กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ข้อมูลปีงบประมาณ 2570
#อสม #สบส #ค่าป่วยการ2000บาท #เงินเดือนสส #113560บาท #ประเมินสมรรถนะอสม #รัฐบาล #งบประมาณแผ่นดิน #งบขาดดุล #เงินภาษีประชาชน #ความคุ้มค่า #ตรวจสอบนักการเมือง #สาธารณสุขไทย #ข่าวการเมือง #วิหคนิวส์
