ลูกสาว “ตาเฮียง” เปิดใจผ่านช่อง 8 ปมที่ดินมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่วัด ยืนยันครอบครัวไม่ได้มั่งมีอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ พร้อมเล่าย้อนความทรงจำ จุดเริ่มต้นที่พระเข้ามาอาศัยในพื้นที่
ประเด็นพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนใหญ่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินของครอบครัว “ตาเฮียง” ซึ่งมีการประเมินมูลค่าสูงถึงประมาณ 1,500 ล้านบาท และพื้นที่บางส่วนถูกใช้เป็นที่ตั้งวัด
ล่าสุด ช่อง 8 ได้ติดตามค้นหาทายาทของตาเฮียง จนพบ ลูกสาวของนายเฮียง และมีโอกาสพูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
สิ่งที่กลายเป็นประเด็นทันที คือคำยืนยันจากลูกสาวว่า
“ครอบครัวไม่ได้มั่งมี ทุกคนก็ลำบาก เป็นฐานะยากจนธรรมดา”
เจ้าตัวยังระบุว่า หากสามารถได้ที่ดินกลับคืนมาก็ดี แต่หากไม่ได้คืนก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ชีวิตครอบครัวเปลี่ยนแปลง เพราะปัจจุบันครอบครัวไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอย่างที่สังคมบางส่วนเข้าใจ
🔥 เปิดปมที่ดินเดิมกว่า 40 ไร่
ลูกสาวตาเฮียงเล่าว่า เดิมครอบครัวมีที่ดินอยู่ประมาณ 40 กว่าไร่
ต่อมามีการมอบที่ดินให้ หมอนพดลประมาณ 10 ไร่ แล้ว แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัดนั้น เธอยืนยันว่า ยังไม่ได้มีการยกให้
เมื่อย้อนกลับไปในช่วงที่พระเข้ามาอยู่ในพื้นที่ ลูกสาวเล่าว่า ขณะนั้นบริเวณดังกล่าวยังเป็นป่า และครอบครัวได้สร้างกระท่อมเล็ก ๆ ให้พระพักอาศัย
เธอย้ำว่า ความเข้าใจของครอบครัวในเวลานั้นคือ ไม่ได้ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ แต่ให้พระเข้ามาอาศัยและดูแลพื้นที่
⚠️ “ถวายโฉนด” หรือเพียงให้พระครอบครอง?
อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องการนำโฉนดไปถวาย
ลูกสาวตาเฮียงระบุว่า มารดาเคยนำโฉนดไป แต่เจตนาในขณะนั้น ไม่ใช่การยกกรรมสิทธิ์ให้ หากเป็นการให้พระเข้ามาครอบครองและดูแลพื้นที่เท่านั้น
เธอยังกล่าวถึงสภาพพื้นที่ในเวลาต่อมาว่า ที่ดินถูกปล่อยทิ้งไว้ ไม่ได้รับการดูแล จนมีสภาพรกร้าง
💥 ปมใหญ่ “ทำอสังหาริมทรัพย์” แต่ทายาทกลับบอกครอบครัวยากจน
ประเด็นที่กำลังถูกจับตาคือ ก่อนหน้านี้มีการพูดถึงครอบครัวตาเฮียงในลักษณะว่าเป็นผู้ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตามบรรพบุรุษ และนั่นอาจทำให้สังคมเข้าใจว่าครอบครัวต้องมีฐานะมั่งคั่ง
แต่คำให้สัมภาษณ์ของลูกสาวกลับสะท้อนอีกภาพหนึ่งอย่างชัดเจนว่า
“ทุกคนลำบาก”
จึงเกิดคำถามต่อเนื่องถึงประวัติการถือครองที่ดิน การโอนหรือมอบที่ดินในอดีต รวมถึงเจตนาที่แท้จริงของเอกสารและการครอบครองพื้นที่ว่าเป็น การยกให้โดยสมบูรณ์ หรือเป็นเพียงการอนุญาตให้ใช้และดูแลที่ดิน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้ยังต้องพิจารณาจาก โฉนด เอกสารการโอน หลักฐานการครอบครอง และพยานหลักฐานในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ เป็นสำคัญ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว มูลค่าที่ดินอาจสูงถึงหลักพันล้านบาท แต่สิ่งที่จะชี้ขาดกรรมสิทธิ์ไม่ใช่คำพูดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากคือ เอกสารและพยานหลักฐานที่พิสูจน์เจตนาของเจ้าของที่ดินในวันที่มีการมอบหรือให้ใช้ประโยชน์
ปัจจุบันในคดีนี้มีการฟ้องร้องต่อศาลแล้ว และศาลชั้นต้น และอุทธรณ์ ตัดสินยึดตามเจตนารมณ์ผู้ให้ ตกเป็นของวัดแล้ว เหลือเพียงคำพิพากษาศาลฎีกาเท่านััน
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: ข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์ที่นำเสนอโดยช่อง 8 และข้อมูลตามเอกสาร/ข้อเท็จจริงที่คู่กรณีนำเสนอ
