อ้าว…แบบนี้ก็ได้หรือ!? “อัษฎางค์” หวั่นคนแห่เลียนแบบ “เนติวิทย์” ไม่เกณฑ์ทหาร ก่อนอายุ 30 ปลดเข้ากองหนุน
วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 กลายเป็นอีกประเด็นร้อนที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เมื่อ นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงกรณี นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ซึ่งถูกศาลแขวงสมุทรปราการพิพากษาจำคุก 6 เดือน ในคดีหลีกเลี่ยงการเข้ารับการตรวจเลือกทหาร แต่ให้ รอการลงโทษเป็นเวลา 1 ปี โดยนายอัษฎางค์แสดงความกังวลว่า ผลลัพธ์ของเรื่องนี้อาจนำไปสู่คำถามสำคัญว่า “แบบนี้คนอื่นจะไม่ทำตามกันหรือ?”
ต้นเหตุของเรื่องย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2567 เมื่อเนติวิทย์เดินทางไปยังสถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินในพื้นที่เทศบาลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ แต่ประกาศแสดงจุดยืน “อารยะขัดขืน” ปฏิเสธการเข้าร่วมกระบวนการตรวจเลือกทหาร ก่อนเดินทางออกจากสถานที่ จนนำไปสู่การดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร
กระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.30 น. ศาลแขวงสมุทรปราการมีนัดในคดีดังกล่าว ก่อนมีคำพิพากษาว่าเนติวิทย์มีความผิดฐานหลีกเลี่ยงการเข้ารับการตรวจเลือกทหาร ลงโทษ จำคุก 6 เดือน แต่เนื่องจากไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลจึงให้ รอการลงโทษไว้ 1 ปี
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อต่อสู้ของเนติวิทย์ ซึ่งอ้างถึง มโนธรรมสำนึกและความเชื่อ ในการปฏิเสธการเกณฑ์ทหาร แต่ศาลเห็นว่าเหตุผลดังกล่าวไม่ได้เป็นข้อยกเว้นความผิดตามกฎหมายรับราชการทหาร ขณะที่ประเด็นว่ากฎหมายรับราชการทหารขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ก็ผ่านกระบวนการวินิจฉัยมาแล้ว ก่อนนำไปสู่คำพิพากษาในคดีนี้
แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะสิ่งที่นายอัษฎางค์หยิบขึ้นมาตั้งคำถามอย่างหนัก คือ สถานะทางทหารของเนติวิทย์หลังอายุครบ 30 ปี
ตามข้อมูลที่นายอัษฎางค์ระบุว่าได้รับจากหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน เนติวิทย์มีอายุครบ 30 ปีในช่วงการตรวจเลือกทหารปี 2569 ทำให้เข้าสู่หลักเกณฑ์การปลดจากทหารกองเกินไปเป็น ทหารกองหนุนประเภทที่ 2 ชั้นที่ 2 ขณะที่คดีอาญาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นยังคงเป็นไปตามคำพิพากษาของศาล ไม่ได้หายไปเพราะอายุครบ 30 ปี
เมื่อสำนักข่าววิหคนิวส์ตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่า มาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 กำหนดไว้ว่า เมื่อทหารกองเกินมีอายุครบกำหนดปลด ให้ปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ 2 ตามลำดับ โดย อายุ 30 ปีบริบูรณ์ เป็นทหารกองหนุนชั้นที่ 2 อายุ 40 ปีบริบูรณ์เป็นทหารกองหนุนชั้นที่ 3 และอายุ 46 ปีบริบูรณ์จึงพ้นราชการทหารประเภทดังกล่าว
จุดนี้เองที่ทำให้นายอัษฎางค์ตั้งข้อกังวลว่า หากบุคคลปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจเลือก แล้วคดีดำเนินไปจนกระทั่งเจ้าตัวมีอายุครบ 30 ปี ก่อนถูกปลดเข้าสู่สถานะทหารกองหนุนประเภทที่ 2 จะทำให้คนอื่นมองเห็นเป็น “แบบอย่าง” และเกิดพฤติกรรมเลียนแบบหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า การอายุครบ 30 ปีไม่ได้หมายความว่าความผิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นถูกลบล้าง ดังจะเห็นได้จากกรณีนี้ที่ศาลยังคงพิพากษาว่ามีความผิดและลงโทษจำคุก เพียงแต่ให้รอการลงโทษตามดุลพินิจของศาล
ย้อนอดีต “เนติวิทย์” ประกาศต้านเกณฑ์ทหารมานานกว่า 10 ปี
สำหรับเนติวิทย์นั้น จุดยืนต่อต้านการเกณฑ์ทหารไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น เขาประกาศคัดค้านระบบบังคับเกณฑ์ทหารมาตั้งแต่ช่วงวัยเยาว์ และเมื่อถึงวันที่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจเลือกในปี 2567 ก็เลือกแสดง “อารยะขัดขืน” ต่อหน้าสถานที่ตรวจเลือกอย่างเปิดเผย ก่อนนำมาสู่การดำเนินคดีและคำพิพากษาในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569
ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “เนติวิทย์ผิดหรือไม่” เพราะศาลได้มีคำพิพากษาออกมาแล้ว แต่สิ่งที่กำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงต่อจากนี้ คือ ผลของกฎหมายและกระบวนการบังคับใช้จะทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบหรือไม่ และรัฐควรจัดการกรณีผู้ที่ปฏิเสธการตรวจเลือกจนเข้าสู่อายุครบกำหนดปลดอย่างไร
นี่จึงเป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่ฝ่ายกฎหมายและหน่วยงานทหารอาจต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจอย่างชัดเจน เพราะหากเกิดความเข้าใจว่าเพียง “ยื้อเวลาให้ถึง 30 ปี” แล้วจะสามารถหลุดพ้นจากกระบวนการตรวจเลือกโดยไม่มีผลตามมา ก็อาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างร้ายแรง ทั้งที่ข้อเท็จจริงจากคดีนี้ชัดเจนว่า แม้เข้าสู่สถานะกองหนุนแล้ว ความรับผิดทางอาญาจากการกระทำเดิมก็ยังคงถูกดำเนินคดีและศาลสามารถพิพากษาลงโทษได้
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: รายงานข่าววันที่ 20–21 กรกฎาคม 2569, คำพิพากษาศาลแขวงสมุทรปราการตามที่สื่อรายงาน, พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 39 และข้อมูลจากนายอัษฎางค์ ยมนาค
