ฮือฮา! ย้อนมติ ‘อุดม’ เสียงข้างน้อยคดีปฏิรูปสถาบันฯ แต่ร่วมชี้ขาดหลายคดีสะเทือนการเมือง
15 กรกฎาคม 2569
ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเลือก นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ดำรงตำแหน่ง ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ นับเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญขององค์กรตุลาการที่มีบทบาทสูงต่อการเมืองไทย
ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี ในฐานะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายอุดมมีส่วนร่วมวินิจฉัยคดีสำคัญหลายคดีที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน และการตีความรัฐธรรมนูญ โดยบางคดีเป็น เสียงข้างน้อยเพียงคนเดียว ขณะที่หลายคดีอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมากของศาล
ย้อน 10 คดีสำคัญ
- คดีบ้านพักหลวง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (2 ธันวาคม 2563)
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้พักอาศัยในบ้านพักทหารหลังเกษียณ โดยเห็นว่าเป็นไปตามระเบียบของกองทัพบก
- คดีอำนาจรัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญ (11 มีนาคม 2564)
ศาลมีมติ 8 ต่อ 1 ว่า รัฐสภาสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องจัดให้มีการทำประชามติก่อน โดยนายอุดมอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก
- คดี 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ (10 พฤศจิกายน 2564)
เป็นคดีที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด เพราะศาลมีมติ 8 ต่อ 1 ว่าการกระทำเข้าข่ายใช้สิทธิเพื่อล้มล้างการปกครอง
อย่างไรก็ตาม นายอุดมเป็นตุลาการเสียงข้างน้อยเพียงคนเดียว โดยเห็นว่า แม้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามกระบวนการนิติบัญญัติ แต่พยานหลักฐานในขณะนั้นยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญ
- คดีวาระ 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ (30 กันยายน 2565)
ศาลมีมติ 6 ต่อ 3 ว่า วาระนายกรัฐมนตรีให้นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 มีผลใช้บังคับ ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังดำรงตำแหน่งต่อได้ โดยนายอุดมอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก
- คดีหุ้นบุรีเจริญคอนสตรัคชั่นของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ (17 มกราคม 2567)
ศาลมีมติ 7 ต่อ 1 ให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง แต่นายอุดมเป็น เสียงข้างน้อยเพียงคนเดียว โดยเห็นว่า ศักดิ์สยามได้โอนหุ้นและลาออกจากกิจการก่อนเข้ารับตำแหน่ง และไม่มีหลักฐานว่ามีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่บริษัท
- คดีหุ้น ITV ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (24 มกราคม 2567)
ศาลมีมติ 8 ต่อ 1 ว่า พิธาไม่สิ้นสุดสมาชิกภาพ สส. นายอุดมอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก
- คดียุบพรรคก้าวไกล (7 สิงหาคม 2567)
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี โดยนายอุดมร่วมอยู่ในองค์คณะเสียงเอกฉันท์
ภายหลังคำวินิจฉัย ยังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากคำให้สัมภาษณ์เชิงวิชาการของนายอุดม ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้ออกหนังสือชี้แจงว่า ไม่ได้มีเจตนาเสียดสีหรือกระทบต่อความเป็นอิสระของตุลาการ
- คดีถอดถอน เศรษฐา ทวีสิน (14 สิงหาคม 2567)
ศาลมีมติ 5 ต่อ 4 ให้เศรษฐาพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยนายอุดมอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก
- คดีถอดถอน แพทองธาร ชินวัตร (29 สิงหาคม 2568)
ศาลมีมติ 6 ต่อ 3 ให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งคณะ โดยนายอุดมอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก
- คดีการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ (10 กันยายน 2568)
ศาลเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ โดยนายอุดมเห็นว่าควรทำเพียง 2 ครั้ง ขณะที่เสียงข้างมากของศาลวินิจฉัยให้ดำเนินการในลักษณะที่เทียบเท่า 3 ขั้นตอน (โดยสามารถรวมการทำประชามติครั้งที่ 1 และ 2 เข้าด้วยกันได้)
จับตาบทบาทประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่
การได้รับเลือกเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญของนายอุดม ทำให้หลายฝ่ายจับตาบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในช่วงต่อจากนี้ เนื่องจากยังมีประเด็นทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่อาจส่งผลต่อทิศทางการเมืองไทยในอนาคต
ทั้งนี้ การเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการภายในขององค์คณะตุลาการ และตำแหน่งดังกล่าวมีบทบาทในการบริหารงานของศาล รวมถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตามกรอบอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนด
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: ข้อมูลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในแต่ละคดี, การประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 และ THE STANDARD
