27 กรกฎาคม 2569 — ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นที่กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักคือ หากนักการเมืองออกมาพูดหรือเคลื่อนไหวในลักษณะที่ถูกมองว่า “ปกป้อง” สมาชิกขบวนการติดอาวุธ จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ และเพียงคำพูดสามารถทำให้กลายเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดได้หรือไม่
คำตอบตามกฎหมายคือ ไม่สามารถเหมารวมได้
การแสดงความคิดเห็น แม้เป็นความคิดเห็นที่สังคมไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง ไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นกลายเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนการก่อการร้ายโดยอัตโนมัติ การรับผิดทางอาญาต้องพิสูจน์ การกระทำ เจตนา และองค์ประกอบความผิด เป็นรายกรณี
แต่หากหลักฐานไปไกลกว่าคำพูด เช่น มีการจัดหาเงิน อาวุธ ที่พัก การเดินทาง ข่าวกรอง เป้าหมายการโจมตี ช่วยหลบหนี หรือช่วยเหลือการปฏิบัติการโดยรู้อยู่แล้วว่าจะนำไปใช้ก่อเหตุ ความรับผิดจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/3 กำหนดเรื่องผู้สนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายไว้เป็นกรณีพิเศษ โดยผู้สนับสนุนความผิดตามมาตรา 135/1 หรือ 135/2 ต้องรับโทษเช่นเดียวกับตัวการ ไม่ใช่หลักลดโทษแบบผู้สนับสนุนความผิดทั่วไป
ส่วนหลักทั่วไปของประมวลกฎหมายอาญายังแยกสถานะของผู้เกี่ยวข้องออกเป็น ตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุน ตามมาตรา 83–89 ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบุคคลนั้นเพียงแสดงความคิดเห็น หรือมีการกระทำที่เป็นการร่วมมือ ช่วยเหลือ หรืออำนวยความสะดวกต่อการก่ออาชญากรรมจริง
ประเด็นสำคัญอีกข้อคือ นักการเมืองไม่ได้รับโทษหนักกว่าประชาชนทั่วไปโดยอัตโนมัติเพียงเพราะเป็นนักการเมือง ต้องพิจารณาบทกฎหมายที่ถูกกล่าวหาและสถานะในการกระทำเป็นหลัก ในทางกลับกัน การเป็น สส. ก็ไม่ได้หมายความว่ามีเอกสิทธิ์ครอบคลุมการกระทำทุกอย่าง เอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภามีขอบเขตโดยเฉพาะเกี่ยวกับการอภิปรายและแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ภูมิคุ้มกันสำหรับอาชญากรรมทุกประเภท
แล้วเรื่อง “แบ่งแยกดินแดน” ล่ะ?
หากมีหลักฐานถึงขั้นใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังเพื่อ แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจอธิปไตยส่วนหนึ่ง ประเด็นอาจเข้าสู่ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ซึ่งต้องพิจารณาประมวลกฎหมายอาญาและพฤติการณ์อย่างละเอียด ไม่สามารถใช้เพียงความเห็นทางการเมืองเป็นหลักฐานแทนองค์ประกอบความผิดได้
ดังนั้นสิ่งที่หน่วยงานความมั่นคงควรทำไม่ใช่เริ่มจากการตั้งธงว่าใครเป็น “สายลับ” แต่ต้องเริ่มจาก พยานหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางการเงิน การติดต่อ การให้ความช่วยเหลือ ความเชื่อมโยงกับผู้ก่อเหตุ และพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิด หากพบหลักฐานถึงระดับมีเหตุอันควรสงสัยจึงดำเนินกระบวนการสอบสวนตามกฎหมาย และหากหลักฐานถึงเกณฑ์ก็ส่งดำเนินคดีโดยให้อัยการและศาลเป็นผู้วินิจฉัย
หลักนี้สำคัญ เพราะประเทศไทยต้องสามารถ จัดการผู้ใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาดภายใต้กฎหมาย ขณะเดียวกันก็ต้องไม่เปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างให้กลายเป็นความผิดฐานก่อการร้ายโดยปราศจากหลักฐาน มิฉะนั้นกระบวนการความมั่นคงเองจะสูญเสียความน่าเชื่อถือ
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: ประมวลกฎหมายอาญา โดยเฉพาะหลักตัวการและผู้สนับสนุน มาตรา 83–89 และบทความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย มาตรา 135/1–135/4; สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา; เอกสารรัฐสภาว่าด้วยเอกสิทธิ์สมาชิกรัฐสภา; รายงานข่าวเกี่ยวกับคำชี้แจงกรณีคำกล่าว “1,300 คน” วันที่ 26 กรกฎาคม 2569
ค้นกฎหมายฉบับปัจจุบัน – สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
#วิหคนิวส์ #ความมั่นคง #ชายแดนใต้ #ก่อการร้าย #BRN #แบ่งแยกดินแดน #กฎหมายอาญา #มาตรา135 #มาตรา135ทับ3 #ผู้สนับสนุน #นักการเมือง #ความมั่นคงแห่งชาติ #ภูมิรัฐศาสตร์ #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้
