กรุงเทพฯ 12 สิงหาคม 2569 — ใต้ผืนดินภาคอีสานกำลังเกิดการลงทุนขนาดใหญ่ที่อาจเปลี่ยนประเทศไทยจากประเทศผู้นำเข้าโปแตช สู่การเป็นฐานผลิตวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมปุ๋ย แต่เมื่อไล่ดูโครงสร้างของ 3 โครงการใหญ่ในอุดรธานี นครราชสีมา และชัยภูมิ พบจุดร่วมที่น่าสนใจ คือบริษัทจีนเข้ามามีบทบาทในทั้งสามโครงการ แต่แตกต่างกันตั้งแต่การลงทุนถือหุ้น การรับเหมาก่อสร้าง ไปจนถึงการเดินระบบเหมือง
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงมีความหมายมากกว่าเรื่องเหมืองเพียงสามแห่ง เพราะโปแตชเป็นวัตถุดิบสำคัญของปุ๋ยโพแทสเซียม ขณะที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
หากโครงการเหล่านี้เดินหน้าได้ตามแผน ไทยอาจไม่ได้เพียงลดการนำเข้า แต่ยังมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตโปแตชรายสำคัญของภูมิภาค
จากผู้นำเข้า สู่โอกาสผลิตเอง
เอกสารที่ TRC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์เคยระบุว่า ประเทศไทยนำเข้าโปแตชประมาณ 800,000 ตันต่อปี การมีแหล่งผลิตในประเทศจึงมีความสำคัญโดยตรงต่อความมั่นคงด้านปุ๋ยและต้นทุนของภาคเกษตรไทย
ขณะที่โครงการขนาดใหญ่ในภาคอีสานมีศักยภาพการผลิตรวมสูงกว่าปริมาณนำเข้าปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ
เฉพาะโครงการเหมืองโปแตชอุดรใต้ เคยมีการระบุกำลังผลิตเป้าหมายประมาณ 2 ล้านตันต่อปี ซึ่งมากกว่าปริมาณนำเข้าของไทยทั้งประเทศตามตัวเลขข้างต้นแล้ว
นั่นหมายความว่า หากโครงการใหญ่หลายแห่งเดินเครื่องเต็มกำลัง โปแตชอีสานอาจไม่ได้มีความหมายเพียง “ทดแทนการนำเข้า” แต่สามารถเปิดโอกาสด้านการส่งออกและสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้ด้วย
อุดรธานี — ทุนจีนเข้าร่วมโครงการเกือบครึ่งบริษัทโฮลดิ้ง
โครงการแรกที่เห็นความสัมพันธ์ด้านเงินทุนอย่างชัดเจนคือ โครงการเหมืองโปแตชอุดรใต้ ของ Asia Pacific Potash Corporation หรือ APPC
เอกสารของ Italian-Thai Development หรือ ITD ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า บริษัทในกลุ่ม SDIC Mining Investment ของจีนเข้าลงทุนถือหุ้น 49.90% ใน APPC Holding หรือ APPCH ขณะที่ ITD ถือ 50.10%
เงินลงทุนสำหรับหุ้นใหม่จากฝ่าย SDIC รวม 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเอกสาร ITD ระบุถึงความเชี่ยวชาญของ SDIC ในอุตสาหกรรมโปแตช และเงินจากธุรกรรมมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการอุดรใต้
จุดนี้สะท้อนรูปแบบความร่วมมือแบบแรกอย่างชัดเจน
ไทยมีโครงการและสิทธิในทรัพยากร ขณะที่ทุนและความเชี่ยวชาญจากจีนเข้ามาร่วมผลักดันการพัฒนาโครงการ
ด่านขุนทด — ไทยถือหุ้นใหญ่ จีนเข้าก่อสร้างและเดินระบบ
รูปแบบที่สองเกิดขึ้นที่ โครงการเหมืองโปแตชด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา
ข้อมูลของกลุ่มบางจากระบุว่า บริษัทในกลุ่มเข้าลงทุนในบริษัท ไทยคาลิ จำกัด และถือหุ้น 65% ของกิจการ โดยโครงการครอบคลุมพื้นที่ประทานบัตรประมาณ 9,005 ไร่
แต่ในส่วนการพัฒนาเหมือง บริษัท China Coal Mine Construction Group หรือ CCMC ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของมณฑลอันฮุยของจีน ได้เข้ามารับสัญญาประเภท EPC+O
นั่นครอบคลุมงานด้านวิศวกรรม การจัดหาอุปกรณ์ การก่อสร้าง และการดำเนินงานตามขอบเขตของสัญญา
ข้อมูลจากฝั่งจีนระบุมูลค่าสัญญาประมาณ 1.35 พันล้านหยวน และข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการระบุถึงการดำเนินงานเหมืองในช่วง 4 ปี
จึงเกิดโครงสร้างที่น่าสนใจ คือ ทุนไทยถือหุ้นใหญ่ แต่ใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและการทำเหมืองใต้ดินจากบริษัทจีน
สำหรับประเทศไทย หากถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรไทยได้จริง ความร่วมมือลักษณะนี้อาจมีคุณค่ามากกว่าเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว
ชัยภูมิ — จีนเป็นผู้รับเหมาหลัก ไทยรับงานเฉพาะทาง
อีกโมเดลหนึ่งปรากฏในโครงการ ASEAN Potash Chaiyaphum หรือ APOT
บริษัท East China Engineering Science and Technology หรือ ECEC ได้รับเลือกเป็นผู้รับเหมาหลักของโครงการ โดยมีมูลค่างานที่ประกาศประมาณ 603.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 20,500 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน TRC ของไทยได้รับงานในฐานะผู้รับเหมาช่วงเฉพาะทาง มูลค่าประมาณ 2,700 ล้านบาท
กรณีชัยภูมิจึงไม่ได้เป็นเรื่องการเข้าถือหุ้นแบบอุดรธานี แต่เป็นการนำบริษัทจีนที่มีขีดความสามารถด้านวิศวกรรมเข้ามาเป็นผู้รับเหมาหลักในโครงการขนาดใหญ่
เมื่อวางสามโครงการเคียงกัน จึงเห็นรูปแบบที่แตกต่างอย่างชัดเจน
อุดรธานี — เงินทุนและการถือหุ้น
ด่านขุนทด — วิศวกรรม ก่อสร้าง และการเดินระบบ
ชัยภูมิ — ผู้รับเหมาหลักด้านวิศวกรรม
ทั้งหมดสะท้อนว่าการพัฒนาโปแตชไทยกำลังเชื่อมโยงกับทุน เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญจากจีนในหลายระดับ
ไม่ได้มีแค่ 3 เหมือง — ยังมีประวัติการสำรวจพื้นที่ใหม่
นอกจากสามโครงการใหญ่ ยังมีประวัติการเข้ามาสำรวจแหล่งโปแตชโดยบริษัทจีนในภาคอีสานอีกด้วย
กรณีที่ตรวจสอบเอกสารได้คือ China Ming Ta Potash Corporation (Thailand) ซึ่งเคยยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจโปแตชในพื้นที่อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร
ข้อมูลที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เคยชี้แจงระบุพื้นที่รวมประมาณ 116,875 ไร่
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า อาชญาบัตรสำรวจแร่เป็นสิทธิในการสำรวจ ไม่ใช่ประทานบัตรทำเหมือง และไม่ได้หมายความว่าผู้ได้รับสิทธิสำรวจจะได้รับอนุญาตให้ทำเหมืองโดยอัตโนมัติ
ส่วนตัวเลขที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ว่าทุนจีนยื่นคำขอครอบคลุมพื้นที่อีสานรวม 1.18 ล้านไร่ นั้น จากการตรวจสอบครั้งนี้ยังไม่พบเอกสารต้นทางที่เพียงพอสำหรับยืนยันตัวเลขและโครงสร้างเจ้าของทั้งหมด จึงยังไม่นำมาใช้เป็นข้อเท็จจริงในข่าว
โอกาสของไทยไม่ได้อยู่แค่ “ขุดขึ้นมาขาย”
จุดสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่คำถามว่าบริษัทจากประเทศใดเข้ามา แต่คือ ประเทศไทยออกแบบผลประโยชน์จากทรัพยากรของตัวเองไว้อย่างไร
หากโปแตชที่ผลิตในประเทศไทยช่วยลดการนำเข้าได้จริง ผลประโยชน์โดยตรงคือการลดความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานต่างประเทศ และอาจช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปุ๋ย
หากกำลังผลิตสูงกว่าความต้องการภายในประเทศ ไทยยังอาจมีโอกาสพัฒนาไปสู่การส่งออก รวมถึงสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่มีมูลค่าสูงกว่าการขายแร่ดิบ
การมีบริษัทต่างชาติที่มีเงินทุน เทคโนโลยี และประสบการณ์ทำเหมืองใต้ดินเข้ามาร่วมโครงการก็สามารถเป็นประโยชน์ได้ หากประเทศไทยสามารถใช้ความร่วมมือนั้นเพื่อ ถ่ายทอดเทคโนโลยี สร้างบุคลากรไทย เพิ่มสัดส่วนธุรกิจไทยในห่วงโซ่ และรักษาผลประโยชน์จากทรัพยากรไว้ในประเทศ
นี่จึงเป็นอีกโจทย์สำคัญที่ควรติดตามต่อจากตัวเลขการลงทุน
เมื่อเหมืองสร้างเสร็จแล้ว คนไทยสามารถทำเองได้มากขึ้นหรือไม่?
แต่ผลตอบแทนต้องนับรวมต้นทุนของพื้นที่
ประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่สามารถแยกออกจากผลกระทบต่อชุมชนได้
ที่ด่านขุนทดมีข้อพิพาทเกี่ยวกับผลกระทบจากความเค็มและสิ่งแวดล้อม โดยชาวบ้านได้ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐต่อศาลปกครองในปี 2569
ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายและไม่ใช่คำพิพากษาว่าบริษัทเป็นผู้ก่อความเสียหาย ขณะที่ฝ่ายโครงการระบุว่ามีมาตรการด้านความปลอดภัยและการจัดการสิ่งแวดล้อม
เรื่องนี้จึงต้องติดตามจากหลักฐานทั้งสองด้าน
เพราะหากประเทศไทยต้องการให้โปแตชกลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ ผลตอบแทนของโครงการไม่ควรวัดเฉพาะจำนวนตันหรือมูลค่าการลงทุน แต่ต้องรวมถึง ต้นทุนสิ่งแวดล้อม น้ำ พื้นที่เกษตร คุณภาพชีวิตของชุมชน และค่าใช้จ่ายระยะยาวในการฟื้นฟูพื้นที่ ด้วย
ขุมทรัพย์อยู่ใต้ดิน แต่คำตอบอยู่ที่นโยบายบนดิน
ภาพจากสามโครงการทำให้เห็นว่า จีนไม่ได้เข้ามาในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด
บางโครงการเข้ามาด้วยเงินทุน บางแห่งด้วยเทคโนโลยีและการก่อสร้าง และบางแห่งรวมไปถึงการดำเนินงานเหมืองในช่วงเวลาหนึ่ง
สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือเหล่านี้สามารถสร้างประโยชน์ได้ หากไทยกำหนดเงื่อนไขให้ ทรัพยากรสร้างความมั่นคงด้านปุ๋ย สร้างงาน สร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยี สร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และสร้างรายได้กลับคืนสู่ประเทศและพื้นที่
แต่หากจะประเมินว่าประเทศไทยได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด ยังมีข้อมูลสำคัญที่สาธารณะควรเห็นมากกว่านี้ ตั้งแต่โครงสร้างผลตอบแทนของรัฐ ปริมาณสำรองและแผนการผลิต ตลาดปลายทางของโปแตช เงื่อนไขการส่งออก การถ่ายทอดเทคโนโลยี การจ้างงานคนไทย ไปจนถึงภาระด้านสิ่งแวดล้อมตลอดอายุเหมือง
เพราะคำถามสำคัญของทรัพยากรใต้ดินอีสาน อาจไม่ใช่ว่า “ใครกำลังยึดมัน”
แต่อยู่ที่ว่า
“ประเทศไทยจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คนไทยได้ประโยชน์สูงสุดอย่างไร”
และคำตอบนั้นควรอยู่บนข้อมูลที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, เอกสารบริษัทจดทะเบียนและตลาดหลักทรัพย์/ก.ล.ต., Italian-Thai Development, Bangchak Group, TRC Construction, ข้อมูลหน่วยงานกำกับรัฐวิสาหกิจจีน, เอกสารและข้อมูลโครงการ APPC, Thai Kali และ APOT รวมถึงแหล่งข่าวเกี่ยวกับผลกระทบในพื้นที่
