ข่าวประจำวัน » “แก้วสรร” ชี้มติ กกต. ปมฮั้ว สว. อ้างหลักฐานยังเชื่อม “ภูมิใจไทย” ไม่ถึง พร้อมชวนมอง “ช้างน้ำเงิน-ช้างสีส้ม”

“แก้วสรร” ชี้มติ กกต. ปมฮั้ว สว. อ้างหลักฐานยังเชื่อม “ภูมิใจไทย” ไม่ถึง พร้อมชวนมอง “ช้างน้ำเงิน-ช้างสีส้ม”

19 September 2026
44   0

19 กันยายน 2569

นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระ เผยแพร่บทความเรื่อง “‘ช้าง’ ตัวจริง…ในคดีฮั้ว สว.” วิเคราะห์ความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ภายหลัง กกต.มีมติพิจารณาสำนวนคดีการเลือก สว. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569

กกต.ระบุว่า สำนวนดังกล่าวมีผู้ถูกร้อง 427 คน เอกสารรวม 75,722 หน้า และมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 77 คน แบ่งเป็น สว. 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน โดยไม่มีกรรมการบริหารพรรค สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ในกลุ่มที่ กกต.มีมติส่งดำเนินคดีตามข้อกล่าวหาดังกล่าว

นายแก้วสรรระบุว่า จุดแตกต่างสำคัญระหว่าง กกต.เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย อยู่ที่วิธีประเมินน้ำหนักและความเชื่อมโยงของพยานหลักฐาน

โดย กกต.เสียงข้างน้อยพิจารณาหลักฐานหลายส่วนประกอบกัน ทั้งรายชื่อในโพย คะแนนการเลือก การประชุมก่อนการลงคะแนน การติดต่อทางโทรศัพท์ และข้อกล่าวหาเรื่องการจ่ายเงิน แล้วเห็นว่าหลักฐานเหล่านี้สามารถนำมาประกอบเป็นภาพรวมของกระบวนการจัดการเลือก สว. และเชื่อมโยงไปยังบุคคลทางการเมืองได้

ขณะที่นายแก้วสรรอธิบายว่า กกต.เสียงข้างมากพิจารณาว่า พยานหลักฐานแต่ละส่วนยังมีข้อจำกัดด้านน้ำหนักและความชัดเจน ทำให้ยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล และบุคคลในพรรคภูมิใจไทยได้เพียงพอสำหรับการดำเนินคดี

บทความระบุถึงประเด็นการประชุมของกลุ่มบุคคล การติดต่อทางโทรศัพท์ และเส้นทางการเงิน โดยเห็นว่าหากหลักฐานเหล่านี้ไม่สามารถระบุรายละเอียดที่ชัดเจนได้ว่าใครพบใคร พูดคุยเรื่องใด หรือเงินมีต้นทางจากใคร การนำเหตุการณ์แต่ละส่วนมาเชื่อมโยงกันจึงมีข้อจำกัดในการรับฟังเป็นพยานหลักฐาน

นายแก้วสรรยังกล่าวถึงข้อกล่าวหาว่า กกต.เสียงข้างมากอาจต้องรับผิดจากการลงมติ โดยระบุว่า ความเห็นที่แตกต่างกันในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นการทุจริต หากไม่มีหลักฐานแสดงถึงเจตนาทุจริตอย่างชัดเจน

ชวนมองทั้ง “ช้างน้ำเงิน” และ “ช้างสีส้ม”

ในบทความ นายแก้วสรรระบุว่า การพิจารณาคดีไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย แต่ควรพิจารณาข้อมูลและข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับทุกกลุ่มภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

พร้อมกล่าวถึงประเด็นที่มีการเรียกในทางการเมืองว่า “สว.สีส้ม” โดยระบุว่ามีประเด็นเกี่ยวกับการจัดประชุมผู้สมัคร สว.จำนวนมากที่เมืองทองธานีในวันลงคะแนน รวมถึงการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งควรเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย

นายแก้วสรรยังตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการเรียกร้องให้ กกต.ตรวจสอบฝ่ายหนึ่ง ก็ควรเปิดโอกาสให้ตรวจสอบข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับอีกฝ่ายด้วย โดยใช้หลักเกณฑ์และมาตรฐานทางกฎหมายเดียวกัน

ชี้ระบบเลือก สว.เปิดประเด็นตีความ

นายแก้วสรรยังวิเคราะห์ถึงระบบการเลือก สว.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ว่า มีรายละเอียดและขั้นตอนที่ซับซ้อน ทั้งการรวมกลุ่ม การแนะนำตัว การแลกเปลี่ยนคะแนน และการจัดทำรายชื่อผู้สมัคร ซึ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าการกระทำใดอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต และการกระทำใดอาจเข้าข่ายการฮั้วเลือกตั้ง

สำหรับกระบวนการหลังมติ กกต. สำนักงาน กกต.ระบุว่า จะจัดทำคำวินิจฉัยและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายในกรอบเวลา 60 วัน และหากศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณา สว.ที่ถูกร้องจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

นายแก้วสรรจึงเสนอให้การตรวจสอบข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายดำเนินไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการทางกฎหมาย โดยบทความดังกล่าวใช้คำเปรียบเทียบ “ช้าง” เพื่ออธิบายถึงการพิจารณาพยานหลักฐานหลายส่วนประกอบกันในคดีฮั้ว สว.

สำนักข่าววิหคนิวส์

อ้างอิง: นายแก้วสรร อติโพธิ / สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง / สยามรัฐ / ไทยรัฐ

#แก้วสรรอติโพธิ #แก้วสรร #ฮั้วสว #กกต #เลือกสว #ภูมิใจไทย #อนุทิน #สวสีส้ม #สว #คดีฮั้วสว