นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการของ กกต. ภายใต้หัวข้อ “เหลี่ยม กกต.” หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ในการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
นายสมชัยตั้งข้อสังเกตว่า การยื่นคำร้องดังกล่าวเป็นการใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขอบเขตอำนาจของ กกต. ในการรับสมัครและตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. ซึ่งอาจส่งผลต่อกระบวนการพิจารณาคดีของศาลฎีกาที่รับคำร้องตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. ไว้แล้ว
“สมชัย” ยกกรณีผู้สมัครกลุ่ม 10 เจ้าของแผงหมู–ลูกจ้างร้านก๋วยเตี๋ยว
นายสมชัยยกตัวอย่างกรณีผู้สมัคร สว. กลุ่ม 10 ซึ่งเป็นกลุ่มวิสาหกิจที่ไม่ใช่ขนาดกลางและขนาดย่อม โดยระบุว่ามีผู้สมัครบางรายเป็นเจ้าของแผงขายหมูในตลาด และอีกคนเป็นลูกจ้างร้านขายก๋วยเตี๋ยว
ตามข้อความของนายสมชัย ระบุว่า กกต.ระดับอำเภอรับสมัครบุคคลดังกล่าว และเมื่อมีผู้ร้องคัดค้านเรื่องคุณสมบัติ กกต.ก็วินิจฉัยว่าสามารถสมัครได้ โดยให้เหตุผลว่ามีการรับสมัครไปแล้วและมีการสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนเห็นว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน
นายสมชัยตั้งข้อสงสัยต่อกระบวนการตรวจสอบดังกล่าว โดยเฉพาะหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาว่าบุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติตรงกับกลุ่มอาชีพที่สมัครหรือไม่
ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพและการพิจารณาคุณสมบัติข้างต้นเป็นรายละเอียดตามที่นายสมชัยกล่าวไว้ในโพสต์ ยังไม่ใช่ข้อวินิจฉัยว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงขาดคุณสมบัติหรือกระทำผิดกฎหมายแล้ว
ศาลฎีการับคำร้อง 3 คดี เดินหน้าตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว.
นายสมชัยระบุว่า ภายหลังมีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. ศาลฎีกาได้รับคำร้องไว้พิจารณาเป็นคดีดำ พร้อมกำหนดกระบวนการตรวจสอบและไต่สวน โดยมีกำหนดเริ่มกระบวนการในเดือนพฤศจิกายน 2569 และมีแนวทางที่จะพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปี
ข้อมูลจากรายงานข่าวระบุว่า คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศรวม 5 ราย ได้แก่
- นายบัลลังค์ ศรีมงคล
- นางวรรษมนต์ คุณแสน
- นางแดง กองมา
- นายสมพาน พละศักดิ์
- นางทองเสียน วงษ์ประจันทร์
ศาลฎีกาได้รับคำร้องที่เกี่ยวข้องไว้พิจารณารวม 3 คดี โดยเป็นประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และการตรวจสอบคำวินิจฉัยของ กกต.
กกต.งัดมาตรา 210 (2) ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ขอวินิจฉัยอำนาจตัวเอง
ประเด็นสำคัญที่นายสมชัยนำมาวิพากษ์วิจารณ์ คือการที่ กกต. นอกจากยื่นคำคัดค้านต่อศาลฎีกาแล้ว ยังมีมติยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) ซึ่งกำหนดอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และองค์กรอิสระ
นายสมชัยมองว่า บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปวินิจฉัยหน้าที่และอำนาจของศาลฎีกาโดยตรง
อย่างไรก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางของ กกต. คือการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขอบเขตหน้าที่และอำนาจของ กกต. เอง ทั้งในระดับผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอที่รับสมัครและพิจารณาคุณสมบัติผู้สมัคร ตลอดจนการใช้อำนาจของ กกต.ส่วนกลางในการวินิจฉัยคำร้องเกี่ยวกับการสมัคร สว.
โดยนายสมชัยเห็นว่า หากคำร้องได้รับการวินิจฉัยในลักษณะที่ทำให้การรับสมัครและคำวินิจฉัยของ กกต. มีผลเป็นที่สุดจนไม่สามารถถูกตรวจสอบได้จากองค์กรอื่น ย่อมก่อให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ
ตั้งคำถาม อำนาจ กกต. ต้องตรวจสอบได้หรือไม่
นายสมชัยวิจารณ์ว่า หาก กกต. สามารถอ้างอำนาจของตนเป็นที่สุดจนไม่เปิดช่องให้องค์กรอื่นตรวจสอบได้ ก็อาจเกิดปัญหาในกรณีที่การรับสมัครหรือการวินิจฉัยมีข้อบกพร่อง หรือมีการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต
เขาระบุว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยรับรองว่า กกต. มีหน้าที่และอำนาจในเรื่องการจัดการเลือก สว. แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตัดอำนาจหน้าที่ขององค์กรอื่นที่มีอำนาจตรวจสอบตามกฎหมายไปด้วย
นายสมชัยย้ำถึงหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลว่า ประเทศไม่สามารถปล่อยให้หน่วยงานใดมีอำนาจอย่างสมบูรณ์โดยปราศจากการตรวจสอบ เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งและความเสียหายต่อระบบการเมืองและกระบวนการยุติธรรม
พร้อมทิ้งท้ายว่า
“รอดูครับ ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะช่วยดับไฟ หรือ ช่วยโหมให้ไฟแรงขึ้น”
ปมอำนาจระหว่างองค์กร จุดชี้ขาดอยู่ที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
สำหรับท่าทีของ กกต. ตามรายงานข่าวก่อนหน้านี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอให้วินิจฉัยว่า คำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร สว. รวมถึงคำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต. ตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มีผลเป็นที่สุดหรือไม่ และศาลฎีกาสามารถรับคำร้องเพื่อตรวจสอบหรือทบทวนเรื่องดังกล่าวได้เพียงใด
ขณะที่ฝ่าย กกต. ให้เหตุผลว่า การรับคำร้องของศาลฎีกาอาจกระทบต่ออำนาจตามกฎหมายของ กกต. ซึ่งได้ดำเนินการตรวจสอบและมีคำวินิจฉัยในประเด็นคุณสมบัติไปแล้ว
อีกด้านหนึ่ง นักกฎหมายและอดีตผู้ดำรงตำแหน่งในกระบวนการยุติธรรมบางรายได้ออกมาแสดงความเห็นต่อช่องทางการยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีข้อถกเถียงว่าเป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับไว้พิจารณาหรือไม่ และควรใช้กระบวนการคัดค้านภายในคดีที่ศาลฎีกากำลังพิจารณาอยู่หรือไม่
ขณะนี้จึงต้องติดตามว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องของ กกต. ไว้พิจารณาหรือไม่ และหากรับไว้จะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของ กกต. และศาลฎีกาอย่างไร
ผลการพิจารณาอาจมีความสำคัญต่อทั้งคดีตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. และแนวทางการตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระในอนาคต
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: เฟซบุ๊ก นายสมชัย ศรีสุทธิยากร วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569, มติชน, เนชั่นทีวี, โพสต์ทูเดย์
#วิหคนิวส์ #สมชัยศรีสุทธิยากร #กกต #ศาลรัฐธรรมนูญ #ศาลฎีกา #สว #เลือกสว #คดีฮั้วสว #มาตรา210 #ตรวจสอบอำนาจรัฐ #การเมืองไทย
