ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60 / 40 ต่อไปว่า ยิ่งไทยช่วยไทย พลัส รอบนี้เพิ่มสัดส่วนการอุดหนุนจากรัฐเป็น 60% ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่โครงการจะทำหน้าที่ “ประคองกำลังซื้อ” มากกว่า “สร้างการใช้จ่ายใหม่” ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจอ่อนแรง การช่วยพยุงรายได้และสภาพคล่องของครัวเรือนก็มีความสำคัญ แต่รัฐควรสื่อสารให้ชัดว่า เป้าหมายหลักของนโยบายคืออะไร กำลังต้องการ “เยียวยา” หรือ “เร่งเศรษฐกิจ”
เพราะสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน และต้องใช้เครื่องมือที่ต่างกัน ถ้าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจจริง โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่ “ช่วยเยอะขึ้น” แต่คือ “ออกแบบอย่างไรให้เกิดการใช้จ่ายใหม่เพิ่มขึ้นจริง” มากกว่าเพียงการย้ายที่ซื้อหรือดึงการใช้จ่ายในอนาคตมาใช้ก่อน
- ถึงเวลาต้องมอง “การดึงร้านค้าเข้าระบบ” เป็นเป้าหมายหลัก หลายปีที่ผ่านมา เรากังวลกันมากว่า ร้านค้าจะไม่เข้าร่วมโครงการเพราะกลัวต้องเสียภาษี แต่ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่า ร้านที่ออกจากระบบเพราะความกังวลนี้มีเพียงราว 6% ขณะเดียวกัน จากงานวิจัยเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ธุรกิจขนาดเล็กราว 40% เลือกเข้า VAT ด้วยความสมัครใจ แม้รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์บังคับ 1.8 ล้าน แปลว่า ธุรกิจจำนวนมาก “พร้อมเข้าระบบ” ถ้าการอยู่ในระบบมันคุ้มค่า และต้นทุน compliance ไม่สูงเกินไป
ดังนั้น ถ้ารัฐจะใช้เงินจำนวนมากกับไทยช่วยไทย พลัส ก็ควรใช้โอกาสนี้ สร้างแรงจูงใจให้ร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษี ใช้ e-payment และสร้าง digital footprint ทางธุรกิจ ไม่ใช่เพียงกระตุ้นระยะสั้นแล้วจบไป
สรุปภาพใหญ่ วันนี้รัฐมีเงินกู้แล้ว คำถามสำคัญคือ “จะใช้อย่างไรให้คุ้มค่า“ แน่นอนว่า คนละครึ่งเป็นนโยบายที่ประชาชนคุ้นเคย และประสบความสำเร็จทางการเมืองสูงมาก แต่ความ popular ไม่ได้แปลว่าเป็นมาตรการที่ดีที่สุดเสมอไป
โจทย์สำคัญของ “ไทยช่วยไทย พลัส” จึงไม่ใช่แค่ คนจะชอบไหม แต่คือ เราจะออกแบบนโยบายอย่างไรให้ช่วยร้านเล็กได้จริง ลดการกระจุกตัวของเงินช่วยเหลือ กระตุ้นเศรษฐกิจได้คุ้มค่ากว่าเดิม และช่วยพาธุรกิจเข้าสู่ระบบอย่างยั่งยืน
อ้างอิง #BTimes
