ที่บึงมักกะสัน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เล่าถึง พระอารมณ์ขัน ของ ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ว่า
ในหลวงท่านก็ลงไปล่องมาแล้ว ตอนนั้นผักตบชวาเต็มเลย สามารถเดินข้ามได้เลย พอท่านจะเสด็จไป ท่านบอก…. สุเมธวันนี้ไปเที่ยวกัน! ผมได้ยินคำนี้ทีไร ใจหายวาบทุกที เพราะไปเที่ยวกับท่านทีไร เหงื่อตกทุกที เวลาทำงานท่านจะใช้คำว่าเที่ยว เผื่อให้บรรยากาศมันผ่อนคลาย
พอท่านเสด็จไปถึงบึงมักกะสัน…ซึ่งเป็นของ กทม. แต่กรมรถไฟขอใช้เป็นที่ซ่อมรถไฟ เทน้ำมันเครื่องลงไป น้ำก็เน่าเหม็นหมด ผักตบชวาก็ขึ้นเต็มบึง ก่อนออกเดินทาง รับสั่งบอก… “เดี๋ยววันนี้ ฉันจะพาไปดูอธรรมสู้กับอธรรม” เราก็นึกว่า วันนี้ท่านทอดพระเนตรหนังจีนหรือเปล่า เพราะเรายังไม่เข้าใจ
พอไปถึงบึงมักกะสัน…ผู้ว่าฯ กทม. ยืนรับเสด็จฯ ผู้ว่าการรถไฟ คนใหญ่คนโตเยอะแยะมารับเสด็จฯ พอลงจากรถปั๊บ ท่านรับสั่งถาม “ที่นี่ใครใหญ่ ?…” โอ้ว…หงอยเป็นแถวเลย
พระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ ใครจะใหญ่…
จริงๆ ประเด็นของท่าน คือ เกี่ยงกันทำไม…กทม.อ้างบอกให้รถไฟใช้แล้ว รถไฟเทน้ำมันเครื่องไปก็จริง แต่ที่ยังเป็นของกทม. จึงไม่มีใครดูแล เห็นไหมว่าเวลาท่านสอน..ท่านสอนแบบให้เราคิด… ที่ไม่มีใครใหญ่ ก็เพราะ ไม่มีใครรับผิดชอบ
บึงมักกะสันเป็นบึงใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ ขุดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๔ เพื่อใช้เป็นแหล่งระบายน้ำและรองรับน้ำเสียจากโรงงานรถไฟมักกะสัน รอบบึงมักกะสันมีชุมชนแออัดมากกว่า ๑,๐๐๐ ครัวเรือน เป็นแหล่งสิ่งปฏิกูล และขยะมูลฝอย จนเกิดปัญหาภาวะสิ่งแวดล้อม เสื่อมโทรม และน้ำเน่าเสีย กลายเป็นแหล่งมลพิษที่น่าเป็นห่วง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงภัยแห่งมลภาวะมลนี้ จึงได้พระราชทานพระราชดำริ ให้หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันปรับปรุง บึงมักกะสันอย่างประหยัด และไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมบึง และให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ต่อไปในอนาคต ได้พระราชทานวิธีบำบัดน้ำเสียในบึงมักกะสันด้วยการใช้ “เครื่องกรองน้ำธรรมชาติ” ที่เรียกว่า ระบบ Oxidation Pond หรือ “ระบบสายลมและแสงแดด” ดำเนินการโดยขุดบ่อดินความลึก ๐.๕ – ๒ เมตร ให้แสงส่องลงไปได้ถึงก้นบ่อจากนั้น จึงใส่ผักตบชวาซึ่งเป็นวัชพืชที่ต้องการกำจัดอยู่แล้ว เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับ สารอาหาร และโลหะหนัก ในน้ำเสีย ทำให้สามารถบำบัดน้ำเสีย ได้วันละ ๓๐,๐๐๐ – ๑๐๐,๐๐๐ ลุกบาศก์เมตร
การทำงานของระบบ อาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างพืชน้ำกับแบคทีเรีย แบบพึ่งพาอาศัยกันและกัน ที่เรียกว่า Symbiosis โดยในเวลากลางวัน ผักตบชวาซึ่งเป็นพืชน้ำสีเขียว จะทำการสังเคราะห์แสง โดยใช้คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ในน้ำและแสงแดด ผักตบชวาจะนำคาร์โบไฮเดรตไปใช้สร้างเซลล์ใหม่ ส่วนออกซิเจนที่เป็นผลพลอยได้นั้นจะถูกแบคทีเรียนำไปใช้ในการย่อยสลายน้ำเสีย ซึ่งผลของปฏิกิริยานี้ จะได้คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นส่วนประกอบ สำคัญในการดำรงชีพของผักตบชวา น้ำที่ทำการบำบัดแล้วนี้ มีความสะอาดพอที่จะส่งคืน ไปเจือจางน้ำเสียในคลองสามเสน ขณะเดียวกันก็ดึงน้ำจากคลองสามเสน มาทำการบำบัดต่อไป ทำให้สามารถช่วยระบายน้ำและบรรเทาสภาพน้ำเสีย ในคลองสามเสนและคลองแสนแสบอย่างได้ผล เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่มีกลิ่นเหม็นให้เดือดร้อนรำคาญ ส่งผลให้พสกนิกรทั้งหลายมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
คัดตัดตอนคำบรรยายจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นครลอสแอนเจลิส เมื่อวันพุธที่ 16 ก.ย. 2515
Cr.ชมรมคนรักพระมหากษัตริย์ของชาติไทย
กนกจอม เอกวงศ์กุล
สำนักข่าววิหคนิวส์




