ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ชี้แจงข้อสงสัยจากตำรวจเกี่ยวกับระบบ Police 4.0 การตรวจสัมพันธ์ และนโยบายคืนเวลาให้ตำรวจ ยืนยันกรอบเวลาออกตรวจเป็นเพียงแนวทางให้พิจารณาตามสภาพพื้นที่ ไม่ได้บังคับทุกสถานีปฏิบัติตลอดคืน พร้อมสั่งใช้ช่องทางสำรองเมื่อระบบขัดข้อง ย้ำการไม่มีข้อมูลในระบบเพียงอย่างเดียวไม่อาจสรุปได้ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ออกตรวจ
ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ เปิดเผยผ่านข้อความชี้แจงกรณีได้รับคำถามจากข้าราชการตำรวจรายหนึ่งผ่านเพจเพื่อนตำรวจ โดยเป็นประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินงานตามแนวทาง Police 4.0 การตรวจสัมพันธ์ของผู้บังคับบัญชา การปฏิบัติหน้าที่ของเวรอำนวยการ ตลอดจนแนวทางการคืนเวลาให้ตำรวจ ซึ่งเป็นข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิบัติงานของกำลังพลในระดับสถานีตำรวจ
ดร.หิมาลัยระบุว่า แม้จะมีการประชุมชี้แจงกับผู้บังคับบัญชาระดับกองบัญชาการ การสื่อสารผ่านกลุ่มไลน์ และการออกหนังสือสั่งการแล้ว แต่การลงพื้นที่พบปะพูดคุยกับตำรวจผู้ปฏิบัติงานจริงยังมีความจำเป็น เพราะหากผู้ที่ต้องเข้าเวรยังมีข้อสงสัย ก็มีหน้าที่ต้องอธิบายให้ชัดเจน รวมถึงรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อนำแนวทางไปปฏิบัติจริง
- Police 4.0 มีปัญหา ต้องแก้ระบบและมีช่องทางสำรอง
ดร.หิมาลัยชี้แจงว่า ระบบ Police 4.0 เป็นระบบบันทึกและรายงานผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปราม ตั้งแต่ระดับสายตรวจไปจนถึงหัวหน้าสถานี โดยภารกิจการออกตรวจเป็นสิ่งที่ตำรวจปฏิบัติกันมาอยู่แล้ว สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือวิธีการบันทึกและรายงานผลการปฏิบัติงาน
ในอดีตสมัยที่ปฏิบัติหน้าที่สายตรวจ จุดตรวจบังคับแต่ละแห่งจะมีสมุดสำหรับลงชื่อ โดยแยกเป็นสองชุดสำหรับวันคู่และวันคี่ เมื่อพ้นเที่ยงคืนสายตรวจผลัดบ่ายก็ต้องเดินทางไปเปลี่ยนสมุดตามระบบเดิม
สำหรับระบบ Police 4.0 เริ่มทดลองใช้ในช่วงปี 2562 และเริ่มใช้งานพร้อมกันในช่วงปี 2564 เพื่อให้การรายงานและตรวจสอบผลการปฏิบัติงานทำได้สะดวกขึ้น โดยปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลระบบดังกล่าว
ส่วนกรณีตำรวจสะท้อนว่าออกตรวจแล้วระบบล่มหรือไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ ดร.หิมาลัยระบุว่าได้รับทราบปัญหาและติดตามการแก้ไขร่วมกับสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สทศ.) พร้อมกำชับให้ปรับปรุงระบบให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการไว้ว่า หากไม่สามารถบันทึกข้อมูลผ่านระบบได้ ให้ใช้วิธีบันทึกการปฏิบัติงานผ่านช่องทางอื่น เช่น การส่งรายงานในกลุ่มไลน์ของสถานีตำรวจ เพื่อให้มีหลักฐานและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
ดังนั้น การไม่พบข้อมูลในระบบ Police 4.0 เพียงอย่างเดียว จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ออกตรวจ เพราะต้องพิจารณาหลักฐานการปฏิบัติงานผ่านช่องทางอื่นประกอบด้วย
ดร.หิมาลัยย้ำว่า เห็นด้วยกับการปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพ แต่ในระหว่างที่ดำเนินการแก้ไขต้องมีช่องทางสำรองเพื่อให้งานเดินหน้าต่อไป และให้ตำรวจที่ออกปฏิบัติหน้าที่จริงมีหลักฐานยืนยันการทำงาน การยกเลิกระบบทั้งหมดแล้วกลับไปใช้สมุดหรือเอกสารกระดาษจะยิ่งเพิ่มภาระให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติงานหน้างาน
- เวรอำนวยการไม่จำเป็นต้องออกตรวจทุกสถานีตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตี 5
ประเด็นเรื่องการตรวจสัมพันธ์ของเวรอำนวยการ ดร.หิมาลัยอธิบายถึงหนังสือวิทยุลงวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ข้อ 2.5 ซึ่งเป็นข้อแนะนำเกี่ยวกับการออกตรวจสัมพันธ์ โดยกำหนดกรอบเวลาให้พิจารณาตามระดับความเป็นเมืองของสถานีตำรวจ
สำหรับสถานีตำรวจที่มีความเป็นเมืองระดับสูง ให้พิจารณาออกตรวจในช่วงเวลา 20.00–02.00 น. ส่วนสถานีตำรวจที่มีความเป็นเมืองระดับต่ำ ให้พิจารณาในช่วงเวลา 18.00–24.00 น.
แนวทางดังกล่าวมาจากการวิเคราะห์ช่วงเวลาที่เกิดอาชญากรรม ประกอบกับช่วงเวลาที่ประชาชนเลิกงานและออกมาใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนเมืองที่มีร้านอาหารและสถานบริการ ซึ่งยังมีประชาชนใช้บริการจนถึงเที่ยงคืนหรือดึกกว่านั้น
ส่วนพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวด้านความมั่นคงหรือมีสถานการณ์เฉพาะ ให้พิจารณาตามสภาพพื้นที่จริง และสามารถพิจารณางดปฏิบัติในจุดหรือช่วงเวลาที่อาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของกำลังพลได้
ดร.หิมาลัยยืนยันว่า ช่วงเวลาที่กำหนดเป็นเพียงกรอบให้เลือกเวลาออกตรวจตามความเหมาะสม ไม่ได้หมายความว่าทุกสถานีต้องออกตรวจตลอดระยะเวลาที่แนะนำ และไม่เคยมีคำสั่งให้ทุกสถานีออกตรวจตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตี 5
พร้อมระบุว่า ประโยชน์ของการตรวจสัมพันธ์คือการที่ผู้บังคับบัญชาได้พบปะกำลังพลที่กำลังเข้าเวร เห็นสภาพการทำงานจริง และรับทราบว่ามีปัญหาหรือข้อจำกัดอะไรที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน การที่ผู้บังคับบัญชาระดับสารวัตรขึ้นไปลงพื้นที่ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุบ่อยครั้ง ยังช่วยเสริมการป้องกันเหตุและสนับสนุนสายตรวจเมื่อมีเหตุจำเป็น
สำหรับรายงานผลการออกตรวจในคืนวันที่ 5 ต่อเนื่องเช้าวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่าผู้บังคับบัญชาบางแห่งออกไปพบปะสายตรวจหลังเที่ยงคืน ดร.หิมาลัยจึงส่งข้อความชื่นชมและให้กำลังใจ โดยชี้แจงเพิ่มเติมว่า ห้วงเวลาที่ปรากฏในข้อความเป็นช่วงเวลาที่ระบบรวบรวมผล ไม่ใช่กรอบเวลาที่กำหนดให้ทุกสถานีต้องออกตรวจ
ส่วนผู้บังคับบัญชาระดับสารวัตรขึ้นไป ในการตรวจสัมพันธ์นั้นไม่มีฟังก์ชันสำหรับบันทึกในระบบ 4.0 และไม่ได้กำหนดวงรอบการตรวจไว้อย่างตายตัว แต่ให้พิจารณาตามภารกิจและสภาพพื้นที่ ขณะที่เวรอำนวยการซึ่งออกตรวจและรายงานการตรวจสัมพันธ์เพียงหนึ่งจุด ก็ถือว่าผ่านตัวชี้วัดในเรื่องนี้แล้ว
ดร.หิมาลัยยังขอให้ผู้บังคับบัญชา โดยเฉพาะระดับสถานีตำรวจ อ่านหนังสือสั่งการทุกฉบับให้ครบถ้วน และช่วยชี้แจงให้กำลังพลเข้าใจตรงกัน หากพื้นที่ใดได้รับการถ่ายทอดแนวทางแตกต่างจากที่ชี้แจงไว้ สามารถส่งรายละเอียดเข้ามาสอบถามเพื่อให้ตรวจสอบและชี้แจงได้ตรงประเด็น
- ไม่ได้กำหนดให้ตั้งจุดตรวจหรือปิดล้อมตรวจค้นทุกวันเสาร์–อาทิตย์
อีกหนึ่งข้อสงสัยคือการตั้งจุดตรวจหรือการปิดล้อมตรวจค้นในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ดร.หิมาลัยยืนยันว่า ไม่ได้มีคำสั่งให้ทุกสถานีตำรวจต้องตั้งจุดตรวจหรือปิดล้อมตรวจค้นทุกวันหยุดสุดสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม งานตำรวจมีภารกิจที่จำเป็นต้องปฏิบัติในวันหยุด เนื่องจากอาชญากรรมสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวันและทุกเวลา จึงต้องมีการจัดเวรหมุนเวียนให้มีกำลังพลพร้อมดูแลประชาชนตลอดเวลา
โดยยกแนวคิดที่ตำรวจคุ้นเคยกันว่า “ตำรวจเป็นตำรวจ 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์” ซึ่งหมายถึงหน่วยงานต้องบริหารจัดกำลังให้มีเจ้าหน้าที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดให้กำลังพลมีเวลาพักผ่อนอย่างเหมาะสมด้วย
- คืนเวลาให้ตำรวจ เน้นทำงานตามช่วงเข้าเวรและภารกิจจริง
สำหรับนโยบายคืนเวลาให้ตำรวจ ดร.หิมาลัยระบุว่า แนวทางที่กำชับอยู่ภายใต้กรอบการบริหารงานป้องกันปราบปรามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้ปฏิบัติงานในช่วงเวลาเข้าเวรเป็นหลัก และให้เป็นไปตามหน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง
โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชางานป้องกันปราบปรามตั้งแต่ระดับสารวัตรขึ้นไป ซึ่งมีหน้าที่จัดงาน ดูแลกำลังพล กำกับติดตามการปฏิบัติ และลงพื้นที่สนับสนุนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
การปฏิบัติหน้าที่ของระดับสารวัตรต้องพิจารณาจากตารางงานจริง หากผู้บังคับบัญชารายใดมีภารกิจในช่วงเช้า เช่น การประชุมหรือภารกิจอื่น ก็สามารถเลือกเวลาออกตรวจที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงดึกเกินไป หรือพิจารณางดการปฏิบัติได้ตามความเหมาะสม ซึ่งในทางปฏิบัติผู้บังคับบัญชาก็มีการบริหารจัดการเวลาในลักษณะดังกล่าวอยู่แล้ว
ดร.หิมาลัยระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้งานป้องกันปราบปรามมีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงกำลังและความพร้อมของตำรวจ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
พร้อมเปิดรับข้อมูลจากตำรวจผู้ปฏิบัติงาน หากแนวทางที่สื่อสารยังไม่ชัดเจน หรือเมื่อนำไปใช้จริงแล้วพบข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาระบบ การจัดเวร กำลังพล หรือปัญหาอื่น ๆ สามารถส่งตัวอย่างเหตุการณ์จริงเข้ามาเพื่อให้ตรวจสอบและแก้ไขได้ตรงจุด
ดร.หิมาลัยกล่าวขอบคุณตำรวจทุกนายที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนในทุกผลัด พร้อมย้ำแนวทางการทำงานด้วยข้อความว่า
“จริง เร็ว ชัด มีระบบ เพื่อประชาชน”
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: ข้อมูลและคำชี้แจงจาก ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผ่านข้อความที่เผยแพร่เกี่ยวกับข้อสงสัยของข้าราชการตำรวจในประเด็น Police 4.0 การตรวจสัมพันธ์ และการคืนเวลาให้ตำรวจ
#วิหคนิวส์ #ดรหิมาลัยผิวพรรณ #Police40 #ตำรวจ #ตรวจสัมพันธ์ #คืนเวลาให้ตำรวจ #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #งานป้องกันปราบปราม
