วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.22 น. นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมายและอดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยของนายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์ ที่ชี้ขาดให้คดีที่ประชาชนยื่นฟ้องเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรรมการ กกต. รวม 8 คน อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมเปิดช่องให้ประชาชนสามารถยื่นฟ้องได้โดยตรง
นายไพศาลระบุว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเห็นว่ากฎหมายกำหนดให้กรณีเกิดปัญหาขัดแย้งเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล เป็นอำนาจของประธานศาลอุทธรณ์ในการวินิจฉัยชี้ขาด และเมื่อมีคำวินิจฉัยออกมาแล้วว่า ประชาชนสามารถฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้โดยตรง กกต.ก็ควรต้องตระหนักถึงผลทางกฎหมายที่จะตามมา
นายไพศาลยังเตือน กกต.ว่า ศาลเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการ จึงไม่ควรพยายามดำเนินการใดที่อาจกระทบต่ออำนาจของศาลอื่น โดยเฉพาะการใช้ช่องทางศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดผลเป็นการจำกัดหรือเปลี่ยนแปลงอำนาจของศาลฎีกา
ยกกรณี “วีระ สมความคิด” ฟ้อง ป.ป.ช. เป็นแนวเทียบเคียง
นายไพศาลยังยกกรณีของนายวีระ สมความคิด นักเคลื่อนไหวด้านการตรวจสอบการทุจริต ซึ่งเคยเป็นผู้ริเริ่มยื่นฟ้องกรรมการองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยระบุว่าในที่สุดมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกประธาน ป.ป.ช. ในคดีที่เกี่ยวข้อง
นายไพศาลมองว่า กรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงช่องทางที่ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียสามารถนำคดีที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการองค์กรอิสระเข้าสู่กระบวนการศาลได้โดยตรง
เขายังกล่าวถึงพัฒนาการของแนวคำวินิจฉัยในอดีตว่า ก่อนหน้านี้เคยมีการวินิจฉัยในทิศทางที่จำกัดสิทธิประชาชนในการฟ้องกรรมการองค์กรอิสระโดยตรง แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ และมีการเสนอประเด็นให้พิจารณาอีกครั้ง คำวินิจฉัยล่าสุดจึงกลับไปยืนยันหลักการที่ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียสามารถใช้สิทธิฟ้องคดีได้
ทั้งนี้ ข้อความเกี่ยวกับการครอบงำหรืออิทธิพลทางการเมืองที่นายไพศาลกล่าวถึง เป็นการแสดงความเห็นของเจ้าตัว ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลมีคำวินิจฉัยรับรอง
ย้อนคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ วท.27/2569
ประเด็นดังกล่าวสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยที่ วท.27/2569 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ของนายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์ ในคดีที่นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล อดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาและผู้สมัคร ส.ว.บัญชีสำรอง ยื่นฟ้องนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. พร้อมกรรมการ กกต. อีก 7 คน รวม 8 คน
คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงประเด็นการตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก ส.ว. และมติ กกต. 4 ต่อ 3 ในการพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)
ฝ่ายจำเลยได้โต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาล โดยเห็นว่าผู้ถูกฟ้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย จึงมีประเด็นว่าคดีควรอยู่ในอำนาจของศาลใด
ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมให้เหตุผลว่าการทุจริตในการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองอาจกระทบต่อสิทธิและอำนาจอธิปไตยของประชาชน โดยประชาชนถือเป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นฟ้องได้โดยตรง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมาตรา 28 (2)
จุดเปลี่ยนที่ต้องจับตา
คำวินิจฉัยครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นการกลับแนวคำวินิจฉัยเดิมที่เคยจำกัดช่องทางการฟ้องคดีของประชาชน โดยคำวินิจฉัยเดิมที่ วท.12/2569 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ของอดีตประธานศาลอุทธรณ์ นางมัณฑรี อุชชิน เคยวินิจฉัยว่าคดีที่ประชาชนฟ้อง กกต. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และต้องเข้าสู่กระบวนการตามช่องทางที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
แต่คำวินิจฉัยล่าสุดได้วางแนวทางแตกต่างออกไป โดยพิจารณาจากสถานะของผู้ฟ้องในฐานะประชาชนผู้เสียหาย และลักษณะของข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่อหน้าที่ของเจ้าพนักงานของรัฐ
สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือ การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลอาญาคดีทุจริตฯ ว่าจะพิจารณาข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานอย่างไร รวมถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. และองค์กรอิสระอื่นในอนาคต
สำนักข่าววิหคนิวส์
แหล่งอ้างอิง: เฟซบุ๊กนายไพศาล พืชมงคล, มติชน, เนชั่นทีวี, PPTV HD36, MGR Online
#ไพศาลพืชมงคล #กกต #ฮั้วสว #วีระสมความคิด #ปปช #ศาลอาญาคดีทุจริต #คำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ #การเมืองไทย #วิหคนิวส์
