ความเคลื่อนไหวสำคัญในกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 หลังนายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์ มีคำวินิจฉัยชี้ขาดที่ วท. 27/2569 ว่า คดีที่นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล อดีตผู้สมัคร ส.ว. และผู้สมัคร ส.ว.สำรอง ยื่นฟ้องกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเลขาธิการ กกต. รวม 8 ราย ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่และการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
คำวินิจฉัยครั้งนี้มีความสำคัญ เนื่องจากประธานศาลอุทธรณ์วางเหตุผลว่า ประชาชนซึ่งเป็นราษฎรสามารถเป็นผู้เสียหายและยื่นฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลต่อศาลชั้นต้นได้โดยตรง หากเข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
เหตุผลสำคัญ: การทุจริตเลือก ส.ว. กระทบสิทธิของประชาชน
ในคำวินิจฉัยหน้า 2 ระบุว่า หากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลกระทำการทุจริตประพฤติมิชอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ย่อมเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
การกระทำดังกล่าวถือเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนจึงย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจได้โดยตรง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมาตรา 28 (2)
ชี้ช่องทางฟ้องตรง ไม่จำเป็นต้องใช้ช่องทางพิเศษทุกกรณี
คำวินิจฉัยยังอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างการฟ้องคดีโดยประชาชนกับการฟ้องคดีตามช่องทางพิเศษของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560
โดยช่องทางพิเศษดังกล่าวกำหนดผู้มีอำนาจฟ้องไว้ ได้แก่ อัยการสูงสุดและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
แต่ในคดีนี้ โจทก์เป็นราษฎรที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการฟ้องคดีตามช่องทางพิเศษดังกล่าว
ขณะเดียวกัน จำเลยทั้ง 8 รายเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ซึ่งมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ และข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คำวินิจฉัยจึงชี้ว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1)
กลับแนวคำวินิจฉัยเดิมของอดีตประธานศาลอุทธรณ์
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือคำวินิจฉัยครั้งนี้แตกต่างจากแนวคำวินิจฉัยที่ วท. 12/2569 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ของนางมัณฑรี อุชชิน อดีตประธานศาลอุทธรณ์
คำวินิจฉัยเดิมเกี่ยวข้องกับกรณีประชาชนยื่นฟ้องประธาน กกต. กรรมการ กกต. และเลขาธิการ กกต. จากกรณีการพิมพ์ QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง โดยวางแนวว่า คดีลักษณะดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการพิเศษของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยฉบับใหม่ได้พิจารณาสถานะของโจทก์ ลักษณะข้อกล่าวหา และบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ ก่อนชี้ขาดให้คดีอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
จึงเป็นการวางแนวคำวินิจฉัยที่แตกต่างจากกรณีเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้องพิจารณาขอบเขตและข้อเท็จจริงของแต่ละคดีประกอบกัน
สมชาย แสวงการ โพสต์จับตากระบวนการยุติธรรม
ภายหลังมีคำวินิจฉัยดังกล่าว ดร.สมชาย แสวงการ อดีตประธานคณะกรรมาธิการวุฒิสภา โพสต์ข้อความแสดงความเห็นว่า
“กระบวนการยุติธรรมเดินหน้า
อีกไม่นานได้พิสูจน์
กรรมกำลังไล่ล่าคนก่อกรรม…จริงมั้ย?”
พร้อมกล่าวถึงคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ว่า เป็นการชี้ว่าคดีเกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตต่อหน้าที่ อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
คำวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจ ยังไม่ใช่คำตัดสินความผิด
ทั้งนี้ ต้องแยกให้ชัดว่า คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ครั้งนี้เป็นการชี้ขาดปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลและช่องทางการฟ้องคดี ไม่ใช่คำพิพากษาว่าจำเลยทั้ง 8 รายกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาแล้ว
ขั้นตอนต่อไปจึงต้องติดตามว่าศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีอย่างไร รวมถึงการตรวจสอบพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง
คำวินิจฉัยครั้งนี้จึงเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญต่อหลักการตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ และสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับความสุจริตและเที่ยงธรรมในการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ที่ วท. 27/2569 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569, ข่าวประชาสัมพันธ์ศาลอุทธรณ์ และ Next News
#ฮั้วสว #กกต #ศาลอุทธรณ์ #ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ #สมชายแสวงการ #สวสำรอง #มาตรา157 #ตรวจสอบกกต #กระบวนการยุติธรรม #วิหคนิวส์




