เกิดความเคลื่อนไหวสำคัญในกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หลังประธานศาลอุทธรณ์คนปัจจุบันมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีที่ ส.ว.สำรองยื่นฟ้องกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวม 8 ราย ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตและการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
คำวินิจฉัยดังกล่าวยังยืนยันแนวทางว่าประชาชนหรือผู้เสียหายสามารถยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้โดยตรง หากเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
กลับแนวคำวินิจฉัยเดิมของอดีตประธานศาลอุทธรณ์
ประเด็นสำคัญของคำวินิจฉัยครั้งนี้ คือแนวทางที่แตกต่างจากคำวินิจฉัยเดิมที่ 12/2569 ของอดีตประธานศาลอุทธรณ์ ซึ่งเคยวางแนวไว้ในคดีเกี่ยวกับการฟ้องประธาน กกต. กรรมการ กกต. และเลขาธิการ กกต. กรณีการพิมพ์ QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่าคดีดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่เป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
แนวคำวินิจฉัยเดิมทำให้เกิดข้อถกเถียงว่า ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. สามารถยื่นฟ้องคดีอาญาทุจริตต่อศาลได้โดยตรงหรือจำเป็นต้องผ่านกระบวนการของหน่วยงานตรวจสอบก่อน
คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์คนปัจจุบันจึงเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญในประเด็นขอบเขตอำนาจศาล และสิทธิของประชาชนในการใช้กระบวนการยุติธรรมตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ
ต้นเรื่องจากคดี ส.ว.สำรองฟ้องกรรมการ กกต.
คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับนายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล อดีตผู้สมัคร ส.ว. และ ส.ว.สำรอง ซึ่งยื่นฟ้องนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. พร้อมกรรมการ กกต. รวม 8 ราย โดยกล่าวหาเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่ การทุจริตต่อหน้าที่ และการกระทำที่อาจขัดขวางการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเลือกตั้ง ส.ว.
คำฟ้องมีการอ้างบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 รวมถึงบทบัญญัติใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
ก่อนหน้านี้เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล โดยฝ่ายจำเลยยื่นคำร้องให้วินิจฉัยว่าคดีควรอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
ปัญหาดังกล่าวจึงถูกส่งให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ซึ่งกำหนดให้ประธานศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดเมื่อเกิดปัญหาว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตฯ หรือไม่
จับตาผลกระทบต่อคดีตรวจสอบการเลือกตั้ง ส.ว.
คำวินิจฉัยครั้งนี้มีความสำคัญต่อแนวทางการดำเนินคดีที่ประชาชนหรือผู้เสียหายต้องการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ
อย่างไรก็ตาม การที่ศาลวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ไม่ได้หมายความว่ากรรมการ กกต. ทั้ง 8 รายมีความผิดแล้ว แต่เป็นการชี้ขาดเรื่องศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเท่านั้น ส่วนข้อกล่าวหาและความรับผิดของจำเลยแต่ละรายยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาพยานหลักฐานตามกฎหมาย
ความเคลื่อนไหวนี้จึงเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของข้อถกเถียงเรื่องสิทธิประชาชนในการฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ และขอบเขตอำนาจของศาลในการตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: ข้อมูลคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ตามรายละเอียดที่ได้รับ และรายงานข่าว MGR Online, Nation TV, Matichon เกี่ยวกับคดี ส.ว.สำรองและแนวคำวินิจฉัยเดิม
#ฮั้วสว #กกต #ศาลอุทธรณ์ #ศาลอาญาคดีทุจริต #สวสำรอง #มาตรา157 #สิทธิประชาชน #ตรวจสอบกกต #วิหคนิวส์
