จำนวนผู้ชม

ข่าวประจำวัน » อินโดฯ วิกฤต ! ส่งกำลังเข้ากรุงกว่า 2 หมื่นนาย จับตาคดีดักฟังประธานาธิบดี

อินโดฯ วิกฤต ! ส่งกำลังเข้ากรุงกว่า 2 หมื่นนาย จับตาคดีดักฟังประธานาธิบดี

6 November 2026
3   0

สถานการณ์การเมืองและความมั่นคงในอินโดนีเซียกำลังถูกจับตามอง หลังทางการระดมกำลังตำรวจและทหารรวม 6,770 นาย เข้ารักษาความปลอดภัยบริเวณศาลแขวงจาการ์ตาตะวันออก เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เพื่อรองรับการเดินทางมาให้การของนายโจโก วิโดโด อดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดจากคดีอื้อฉาวเกี่ยวกับการดักฟังโทรศัพท์ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน

ระดมตำรวจ-ทหาร 6,770 นาย คุมเข้มการขึ้นศาลของวิโดโด

รายงานจาก Associated Press ระบุว่า เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียมอบหมายกำลังตำรวจและทหารจำนวน 6,770 นาย ให้ดูแลความปลอดภัยในการเดินทางมาศาลของนายโจโก วิโดโด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2569

วิโดโดเดินทางไปยังศาลแขวงจาการ์ตาตะวันออก เพื่อให้การในคดีหมิ่นประมาทที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่าเขาใช้ประกาศนียบัตรหรือวุฒิการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปลอม โดยคดีดังกล่าวเป็นคนละคดีกับการสอบสวนเรื่องการดักฟังโทรศัพท์ประธานาธิบดี

เมื่ออดีตประธานาธิบดีเดินทางถึงศาล มีประชาชนและผู้สนับสนุนหลายร้อยคนมารอต้อนรับ พร้อมส่งเสียงให้กำลังใจบริเวณทางเข้าอาคารศาล

การระดมกำลังเจ้าหน้าที่ครั้งนี้เป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เนื่องจากคาดว่าจะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมารวมตัวบริเวณศาล

เปิดคดีฉาวดักฟัง “ปราโบโว” นายตำรวจระดับสูงถูกควบคุมตัว

ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียกำลังเผชิญคดีสอบสวนปฏิบัติการดักฟังโทรศัพท์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีเป้าหมายเป็นนายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน รวมถึงมีข้อกล่าวหาว่าบุคคลในแวดวงรัฐบาล นักการเมือง นักข่าว ผู้นำภาคประชาสังคม และนักธุรกิจ อาจตกเป็นเป้าหมายของการเฝ้าติดตามด้วย

เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายตำรวจระดับสูง 3 นาย ได้แก่

  1. พลตำรวจเอก ลิสตีโย ซีกิต ปราโบโว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะทำงานประธานาธิบดีเมื่อเดือนก่อน
  2. พลตำรวจโท อาห์รี ซอนตา นาซูชัน ผู้บริหารฝ่ายกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  3. พลตำรวจโท เอโก ฮาดี ซานโตโซ นายตำรวจระดับสูงและครูฝึกในสถาบันฝึกอบรมตำรวจแห่งชาติ

ทั้งสามถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการดักฟังโทรศัพท์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งรายงานระบุว่าเกิดขึ้นระหว่างปี 2568–2569 ขณะที่นายลิสตีโยยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ต่อมาเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ประธานาธิบดีปราโบโวมีคำสั่งปลดนายลิสตีโยออกจากตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานประธานาธิบดี หลังเจ้าตัวถูกควบคุมตัว โดยแต่งตั้งนายอาริโย วินูโตโม ให้รักษาการตำแหน่งดังกล่าว เพื่อให้การบริหารงานภายในทำเนียบประธานาธิบดีดำเนินต่อไป

พบผู้ต้องสงสัยรายที่ 4 ปมลบหลักฐานดักฟัง

รายงานจาก Associated Press ระบุเพิ่มเติมว่า สำนักงานสอบสวนคดีอาชญากรรมของตำรวจอินโดนีเซียได้ระบุชื่อนายสลาเมต อูลิอันดี หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของหน่วยงานสอบสวน เป็นผู้ต้องสงสัยรายที่ 4 ในคดีนี้

เจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าเขาอนุมัติคำขอให้ลบข้อมูลบันทึกการดักฟัง เพื่อปกปิดหลักฐานและลบร่องรอยการปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ได้ถูกควบคุมตัว เนื่องจากอยู่ระหว่างพักรักษาตัวจากอาการป่วย

ฝ่ายสอบสวนระบุว่า การดักฟังที่ถูกกล่าวหาอาจมีการเข้าถึงข้อมูลการสื่อสารโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีความพยายามลบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการดังกล่าว

ขณะนี้แรงจูงใจและขอบเขตของการดักฟังยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และยังไม่มีข้อสรุปว่าบุคคลใดเป็นผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง

ระดมกำลังเข้ากรุงกว่า 20,000 นาย แต่ทางการปฏิเสธว่าเกี่ยวข้องกับคดีโดยตรง

นอกจากกำลังเจ้าหน้าที่ 6,770 นายที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการขึ้นศาลของวิโดโดแล้ว รายงานยังระบุว่าอินโดนีเซียได้เคลื่อนกำลังทหารและกำลังพลจากหน่วยต่าง ๆ เข้าสู่กรุงจาการ์ตามากกว่า 20,000 นาย

ข้อมูลจากกองทัพเรือระบุว่า จำนวนกำลังพลที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนกำลังครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 20,980 นาย และยังมีเจ้าหน้าที่อีก 13,140 นายเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจหากมีความจำเป็น

อย่างไรก็ตาม กองทัพอินโดนีเซียชี้แจงว่าการเคลื่อนกำลังเป็นมาตรการตามปกติเพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ ขณะที่ตำรวจระบุว่าการจัดกำลังดูแลศาลเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน เนื่องจากอาจมีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

ทางการยังไม่ได้ยืนยันว่าการเคลื่อนกำลังทหารและตำรวจเข้ากรุงจาการ์ตามีความเชื่อมโยงโดยตรงกับคดีดักฟังโทรศัพท์หรือไม่ โดยระบุว่ากำลังพลส่วนใหญ่ถูกจัดเตรียมไว้ในพื้นที่พักกำลังและสามารถเรียกใช้งานได้ตามสถานการณ์

ทำเนียบประธานาธิบดีชี้เป็นเรื่องกระทบความมั่นคงของชาติ

นายปราเซตโย ฮาดี โฆษกประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กล่าวถึงกรณีการดักฟังว่า พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการกระทำที่นำไปสู่การทรยศต่อชาติ เนื่องจากเป็นการเข้าถึงข้อมูลการสื่อสารของประมุขฝ่ายบริหารและบุคคลสำคัญของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์และความปลอดภัยของรัฐ

ด้านนายปราโบโวแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่หน่วยงานสอบสวนยังคงดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อหาผู้เกี่ยวข้องและตรวจสอบว่ามีบุคคลอื่นตกเป็นเป้าหมายอีกหรือไม่

ส่วนอดีตประธานาธิบดีวิโดโดกล่าวภายหลังเดินทางไปศาลว่า ทุกฝ่ายควรเคารพกระบวนการยุติธรรมและรอผลการสอบสวน โดยยืนยันว่าการดำเนินคดีต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ในอินโดนีเซีย เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยว่ามีบุคคลใดบ้างที่ตกเป็นเป้าหมายของการดักฟัง พร้อมเตือนว่าการเฝ้าติดตามการสื่อสารโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจกระทบต่อสิทธิมนุษยชน เสรีภาพของประชาชน และการทำงานของผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

สถานการณ์ครั้งนี้จึงมีสองประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การดำเนินคดีเกี่ยวกับการดักฟังโทรศัพท์ประธานาธิบดีและบุคคลสำคัญของประเทศ รวมถึงการตรวจสอบว่าปฏิบัติการดังกล่าวมีผู้สั่งการหรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังหรือไม่

ทั้งนี้ การที่วิโดโดเดินทางไปศาลเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน เป็นส่วนหนึ่งของคดีหมิ่นประมาทเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องวุฒิการศึกษา ไม่ใช่การขึ้นศาลในคดีดักฟัง และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าอดีตประธานาธิบดีมีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการดักฟังดังกล่าว

สำนักข่าววิหคนิวส์

อ้างอิง: Associated Press (AP), Reuters, Channel News Asia (CNA), Al Jazeera และ The Washington Post วันที่ 4–5 พฤศจิกายน 2569

#อินโดนีเซีย #จาการ์ตา #โจโกวิโดโด #ปราโบโวซูเบียนโต #ดักฟังโทรศัพท์ #ตำรวจอินโดนีเซีย #กองทัพอินโดนีเซีย #คดีความมั่นคง #ข่าวต่างประเทศ #สำนักข่าววิหคนิวส์