กระแสข่าวหลายประเทศแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน สร้างความกังวลให้ประชาชนในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐชี้แจงว่า การเตรียมสำรองเสบียงเป็นแนวทางสร้างความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดสงครามหรือภาวะวิกฤตขึ้นในทันที
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่มี 17 ประเทศประกาศเตือนให้ประชาชนสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็นว่า แต่ละประเทศมีความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากเกิดเหตุการณ์สู้รบขยายวงกว้าง จึงต้องแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะกรณีที่อาจจำเป็นต้องอพยพหรือเคลื่อนย้ายประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย
สำหรับคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศที่มีการประกาศแจ้งเตือน กระทรวงการต่างประเทศขอให้ติดตามประกาศจากรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตไทยจะติดตามสถานการณ์และแจ้งข้อมูลให้คนไทยรับทราบตามประกาศอย่างเป็นทางการ
นายสีหศักดิ์ระบุด้วยว่า ประเทศไทยมีแผนเตรียมความพร้อมร่วมกับกองทัพไทย เพื่อรองรับกรณีจำเป็นต้องอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยที่ผ่านมาไทยเคยดำเนินการช่วยเหลือและอพยพคนไทยในสถานการณ์สู้รบมาแล้ว
ด้านสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยืนยันว่า การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานภาครัฐเป็นการดำเนินงานตามแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติและแผนบริหารวิกฤตการณ์ พ.ศ. 2566–2570 ซึ่งมีการกำหนดบทบาทและแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้อยู่แล้ว
นายพิชญเดช โอสถานนท์ โฆษก สมช. ชี้แจงภายหลังการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ว่า การประชุมมีเป้าหมายเพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน ความปลอดภัยของประชาชน ความมั่นคงทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
สำหรับความเสี่ยงด้านไซเบอร์ สมช. ระบุว่า ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าประเทศไทยจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีโดยตรง แต่ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์และเตรียมมาตรการรองรับไว้
โฆษก สมช. ย้ำว่า การประชุมดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมตามกลไกปกติของภาครัฐ ไม่ใช่การประกาศเตือนภัย หรือเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยกำลังจะเผชิญสถานการณ์วิกฤต แต่เป็นการทบทวนแผนและประสานการทำงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้สามารถรับมือได้อย่างเหมาะสมหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง
ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ชี้แจงเรื่องการจัดเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน หรือ “กระเป๋าต้องรอด 72 ชั่วโมง” ว่าเป็นแนวทางเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติทั่วไป ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะสถานการณ์สงคราม โดยสิ่งของที่ควรเตรียมประกอบด้วยน้ำดื่ม อาหารแห้ง ยารักษาโรค เงินสด และอุปกรณ์สื่อสาร เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ในช่วงแรก หากเกิดเหตุที่ทำให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐเข้าไม่ถึงอย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำหลักการว่า ประชาชนควร “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีความมั่นคงด้านอาหารและมีแหล่งผลิตอาหารภายในประเทศ
สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องของการเตรียมความพร้อมและติดตามความเสี่ยงจากเหตุการณ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าจะเกิดสงครามหรือภาวะขาดแคลนอาหารในประเทศไทย ประชาชนควรติดตามประกาศจากหน่วยงานทางการ และเตรียมสิ่งของจำเป็นในระดับที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกหรือกักตุนสินค้าเกินความจำเป็น
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: มติชนออนไลน์, Thai PBS, สำนักข่าวที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ
#วิหคนิวส์ #กระทรวงการต่างประเทศ #กต #สมช #เตรียมพร้อมรับมือวิกฤต #ตะวันออกกลาง #สำรองเสบียง #72ชั่วโมง
