จำนวนผู้ชม

ข่าวประจำวัน » เศรษฐกิจ » ช็อกตลาดทอง! เดโมแครตกวาดชัยคุมสภาสหรัฐฯ ดันทองพุ่งทะลุ 4,000 ดอลลาร์

ช็อกตลาดทอง! เดโมแครตกวาดชัยคุมสภาสหรัฐฯ ดันทองพุ่งทะลุ 4,000 ดอลลาร์

5 November 2026
34   0

ราคาทองคำตลาดโลกกลับมาทะยานเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 พร้อมพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ส่งผลให้ตลาดประเมินว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจและแผนการใช้จ่ายของรัฐบาล

แรงซื้อทองคำกลับมาอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวลดลง โดยระหว่างการซื้อขายวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน ราคาทองคำปรับขึ้นสูงสุด 3.1% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม

ข้อมูลราคาตามช่วงเวลาที่รายงานระบุว่า ณ เวลา 19.01 น. ตามเวลาไทย ทองคำตลาดสปอตอยู่ที่ 4,041.67 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 2.8% ขณะที่รายงานตลาดจาก Reuters ในช่วงก่อนหน้านั้นระบุราคาทองคำสปอตแตะ 4,046.74 ดอลลาร์ต่อออนซ์

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังทองคำเผชิญแรงขายต่อเนื่องมาหลายเดือน ทำให้ตลาดยังมีความเห็นแตกต่างกันว่า การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองของสหรัฐฯ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น หรือเป็นเพียงการดีดตัวระยะสั้น

เดโมแครตยึดสภาคู่ กดดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ หนุนทองคำ

ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองอเมริกัน เมื่อพรรคเดโมแครตสามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยคว้าที่นั่งวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันได้อย่างน้อย 7 ที่นั่ง ในรัฐแคนซัส ไอโอวา เท็กซัส โอไฮโอ เมน นอร์ทแคโรไลนา และเซาท์แคโรไลนา รวมถึงทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ

ชัยชนะดังกล่าวทำให้เดโมแครตมีอำนาจต่อรองในการกำหนดวาระกฎหมายมากขึ้น ขณะที่ตลาดประเมินว่าความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารของทรัมป์กับรัฐสภาอาจทำให้การผลักดันนโยบายต่าง ๆ ทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะแผนขยายการใช้จ่ายและการกู้ยืมของรัฐบาลกลาง

หลังผลเลือกตั้ง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในทุกช่วงอายุ ขณะที่ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index อ่อนค่าระหว่างวันสูงสุด 0.6% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบสองเดือน และปรับลดลง 0.5% ในช่วงเวลาที่มีการรายงานราคาทองคำ

ปัจจัยทั้งสองส่งผลบวกต่อทองคำโดยตรง เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำจึงลดลงตามไปด้วย ขณะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าทำให้ผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่นสามารถซื้อทองคำได้ในต้นทุนที่ถูกลง

คริสโตเฟอร์ หว่อง นักกลยุทธ์จาก Oversea-Chinese Banking Corp. มองว่า ราคาทองคำกำลังได้รับแรงส่งจากการที่ตลาดประเมินว่าชัยชนะอย่างแข็งแกร่งของเดโมแครตอาจจำกัดวาระนโยบายการคลังของทรัมป์ และลดความคาดหวังต่อการขยายการใช้จ่ายเพิ่มเติมของรัฐบาล

แรงซื้อไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะทองคำเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อโลหะมีค่าประเภทอื่น โดยราคาเงินเพิ่มขึ้น 4.4% มาอยู่ที่ 52.01 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แพลทินัมและพัลลาเดียมก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน

จับตาปี 2570 การลงทุน AI และทิศทางดอกเบี้ยเฟด

คริสโตเฟอร์ เวคคิโอ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ฟิวเจอร์สและอัตราแลกเปลี่ยนของ Tastylive มองว่า ชัยชนะของเดโมแครตอาจสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อราคาทองคำไปจนถึงช่วงต้นปี 2570 โดยเฉพาะหากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว

หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาคือผลกระทบต่อภาคเทคโนโลยีและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึงศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา

เวคคิโอมองว่า การที่เดโมแครตควบคุมรัฐสภาอาจสร้างแรงต้านต่อนโยบายและการลงทุนของภาคเทคโนโลยี หากการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลชะลอตัวลงในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า ก็อาจส่งผลต่อการลงทุนภาคธุรกิจโดยรวม และทำให้เศรษฐกิจอ่อนแรงลง

หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด อาจมีเหตุผลน้อยลงในการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงและค่าเงินดอลลาร์มีโอกาสปรับลดลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำ

เวคคิโอจึงประเมินว่าทองคำมีโอกาสกลับมาแข็งแกร่งขึ้นตลอดไตรมาสแรกของปี 2570 แม้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม รัฐสภาชุดใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนมกราคม 2570 ทำให้ทรัมป์ยังมีช่วงเวลาในการดำเนินนโยบายเพิ่มเติมก่อนที่ดุลอำนาจในสภาจะเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นทางการ

หนี้สหรัฐฯ ยังเป็นแรงหนุนทองในระยะยาว

แม้ตลาดจะมองว่าชัยชนะของเดโมแครตอาจจำกัดการกู้ยืมและการใช้จ่ายของรัฐบาล แต่ประเด็นดังกล่าวมีผลต่อราคาทองคำได้ทั้งสองด้าน

ในระยะสั้น ความคาดหวังว่ารัฐบาลจะใช้จ่ายและกู้ยืมได้ยากขึ้น ช่วยกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลบวกต่อทองคำ

แต่ในระยะยาว หากการกู้ยืมถูกจำกัดจริง ก็อาจลดความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของหนี้รัฐบาล ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่นักลงทุนใช้ทองคำป้องกันความเสี่ยงตลอดช่วงปี 2568

เจน บอว์เดน ผู้ก่อตั้ง Bawden Capital มองว่า ผลเลือกตั้งอาจสร้างความผันผวนต่อค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพียงระยะสั้น เพราะไม่ว่าพรรคใดจะควบคุมรัฐสภา ปัญหาการคลังของสหรัฐฯ ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

เธอเห็นว่าทั้งสองพรรคยังไม่มีแนวทางที่น่าเชื่อถือในการจัดการภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่องและต้นทุนการชำระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะยังเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ

บอว์เดนมองว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้เฟดต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินหรือขยายงบดุลในท้ายที่สุด โดยเหตุผลสำคัญของการถือครองทองคำจึงอยู่ที่ความเสี่ยงที่ผู้กำหนดนโยบายอาจเลือกใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อรับมือภาระหนี้ จนส่งผลให้อำนาจซื้อของเงินดอลลาร์ลดลงในระยะยาว

สงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน ตัวแปรสำคัญที่กดดันทองคำ

แม้ทองคำมักได้รับความสนใจในช่วงที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น แต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันราคาทองคำในปีนี้

สาเหตุสำคัญมาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและทำให้ตลาดคาดการณ์ว่านโยบายการเงินอาจต้องเข้มงวดต่อไป ส่งผลให้ทั้งค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาทองคำปรับตัวลดลงประมาณหนึ่งในสี่ และเพิ่งแตะระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งปีเมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อเทียบกับระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ต่ำกว่า 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์เล็กน้อยในช่วงปลายเดือนมกราคม ราคาทองคำปรับลดลงมาแล้วประมาณ 28%

ในสัปดาห์นี้ ราคาทองคำยังคงผันผวนตามข่าวการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งมีสัญญาณออกมาทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ โดยนักการทูตที่ได้รับฟังการชี้แจงเกี่ยวกับการเจรจาระบุว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังพิจารณาข้อเสนอใหม่จากผู้ไกล่เกลี่ย เพื่อหาทางยุติข้อขัดแย้งและหลีกเลี่ยงการกลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ

ด้านคริส เวสตัน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Pepperstone มองว่า ชัยชนะของเดโมแครตเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ แต่ขนาดของเสียงข้างมากในรัฐสภาอาจมีความสำคัญมากกว่าการชนะเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

หากเดโมแครตครองเสียงข้างมากอย่างทิ้งห่าง ก็จะสามารถจำกัดการผลักดันกฎหมายภายในประเทศของทรัมป์ได้มากขึ้น และอาจทำให้รัฐบาลหันไปดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกมากกว่าเดิม

เวสตันเห็นว่า เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่ลดลง และความต้องการป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายที่คาดเดาได้ยากขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่สนับสนุนการเข้าซื้อทองคำ

อีกมุมเตือน ทองคำอาจยังไม่พ้นแนวโน้มขาลง

แม้จะมีนักวิเคราะห์มองบวกต่อราคาทองคำในช่วงต้นปี 2570 แต่ยังมีเสียงเตือนว่าการฟื้นตัวครั้งนี้อาจไม่ได้หมายถึงการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว

มิเชล ชไนเดอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ MarketGauge มีมุมมองระมัดระวัง โดยประเมินว่าการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมาอาจสะท้อนว่าแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวได้สิ้นสุดลงแล้ว นักลงทุนจึงไม่ควรสรุปว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองหรือการลดลงของดอกเบี้ยจะทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นโดยอัตโนมัติ

เธอชี้ว่า แม้ปัจจัยที่เคยผลักดันทองคำขึ้นทำสถิติสูงสุด ทั้งหนี้รัฐบาลที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อสูง และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงอยู่ แต่ปัจจัยเหล่านี้กลับไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ตลาดทองคำได้อย่างที่เคย

ขณะเดียวกัน นักลงทุนบางส่วนหันไปถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น แม้อัตราผลตอบแทนจะปรับลดลง ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของทิศทางเงินทุนในตลาด

ชไนเดอร์เตือนว่า หากราคาทองคำหลุดแนวรับบริเวณ 3,940 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจเกิดแรงขายระลอกใหม่และกดราคาลงไปที่ 3,500 ดอลลาร์ ส่วนกรณีรุนแรงที่สุดอาจลงไปถึง 2,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นฉากทัศน์ความเสี่ยงสูงตามการประเมินของเธอ ไม่ใช่เป้าหมายราคาที่ได้รับการยืนยันว่าจะเกิดขึ้น

แนวต้าน 4,046–4,073 ดอลลาร์ ด่านชี้ชะตาการฟื้นตัว

ในเชิงเทคนิค แม้ราคาทองคำจะกลับมายืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แต่ภาพรวมยังมีความเปราะบาง เนื่องจากจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของราคาในแต่ละรอบยังคงปรับลดลงต่อเนื่อง สะท้อนแนวโน้มขาลงที่ดำเนินมาระยะหนึ่ง

การฟื้นตัวล่าสุดกำลังพาราคาทองคำเข้าใกล้แนวต้านสำคัญบริเวณ 4,046–4,073 ดอลลาร์ต่อออนซ์

หากราคาสามารถปิดรายวันเหนือ 4,073 ดอลลาร์ได้ จะเป็นสัญญาณเบื้องต้นว่าตลาดเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และเปิดโอกาสให้ราคาขยับขึ้นไปทดสอบบริเวณ 4,365 ดอลลาร์ ก่อนเข้าสู่แนวต้านถัดไปที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน บริเวณ 4,490 ดอลลาร์

แต่หากไม่สามารถผ่านแนวต้านดังกล่าวได้ ตลาดอาจกลับมาจับตาแนวรับบริเวณ 3,874–3,894 ดอลลาร์ และหากราคาหลุดระดับนี้ การปรับฐานอาจต่อเนื่องลงไปถึงบริเวณ 3,650 ดอลลาร์

การกลับมายืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์จึงยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าทองคำเปลี่ยนเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ แม้ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง จะเป็นแรงหนุนสำคัญในระยะสั้นก็ตาม

ตลาดยังต้องติดตามทิศทางดอกเบี้ยของเฟด สถานะทางการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ตลอดจนแรงซื้อขายบริเวณแนวต้านสำคัญ เพื่อประเมินว่าการฟื้นตัวรอบนี้จะต่อยอดเป็นขาขึ้นได้จริงหรือไม่

สำนักข่าววิหคนิวส์

อ้างอิง: Reuters, Kitco News, IG Markets และข้อมูลราคาทองคำตามช่วงเวลาที่รายงาน

#SPOTLIGHT #Biz1 #ราคาทองคำ #ทองคำโลก #ทองคำ #GoldPrice #ทรัมป์ #เดโมแครต #เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ #เศรษฐกิจโลก #ดอลลาร์สหรัฐ #BondYield #AI #FederalReserve