ราคาทองคำตลาดโลกกลับมาทะยานเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 พร้อมพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ส่งผลให้ตลาดประเมินว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจและแผนการใช้จ่ายของรัฐบาล
แรงซื้อทองคำกลับมาอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวลดลง โดยระหว่างการซื้อขายวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน ราคาทองคำปรับขึ้นสูงสุด 3.1% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม
ข้อมูลราคาตามช่วงเวลาที่รายงานระบุว่า ณ เวลา 19.01 น. ตามเวลาไทย ทองคำตลาดสปอตอยู่ที่ 4,041.67 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 2.8% ขณะที่รายงานตลาดจาก Reuters ในช่วงก่อนหน้านั้นระบุราคาทองคำสปอตแตะ 4,046.74 ดอลลาร์ต่อออนซ์
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังทองคำเผชิญแรงขายต่อเนื่องมาหลายเดือน ทำให้ตลาดยังมีความเห็นแตกต่างกันว่า การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองของสหรัฐฯ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น หรือเป็นเพียงการดีดตัวระยะสั้น
เดโมแครตยึดสภาคู่ กดดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ หนุนทองคำ
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองอเมริกัน เมื่อพรรคเดโมแครตสามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยคว้าที่นั่งวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันได้อย่างน้อย 7 ที่นั่ง ในรัฐแคนซัส ไอโอวา เท็กซัส โอไฮโอ เมน นอร์ทแคโรไลนา และเซาท์แคโรไลนา รวมถึงทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ
ชัยชนะดังกล่าวทำให้เดโมแครตมีอำนาจต่อรองในการกำหนดวาระกฎหมายมากขึ้น ขณะที่ตลาดประเมินว่าความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารของทรัมป์กับรัฐสภาอาจทำให้การผลักดันนโยบายต่าง ๆ ทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะแผนขยายการใช้จ่ายและการกู้ยืมของรัฐบาลกลาง
หลังผลเลือกตั้ง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในทุกช่วงอายุ ขณะที่ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index อ่อนค่าระหว่างวันสูงสุด 0.6% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบสองเดือน และปรับลดลง 0.5% ในช่วงเวลาที่มีการรายงานราคาทองคำ
ปัจจัยทั้งสองส่งผลบวกต่อทองคำโดยตรง เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำจึงลดลงตามไปด้วย ขณะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าทำให้ผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่นสามารถซื้อทองคำได้ในต้นทุนที่ถูกลง
คริสโตเฟอร์ หว่อง นักกลยุทธ์จาก Oversea-Chinese Banking Corp. มองว่า ราคาทองคำกำลังได้รับแรงส่งจากการที่ตลาดประเมินว่าชัยชนะอย่างแข็งแกร่งของเดโมแครตอาจจำกัดวาระนโยบายการคลังของทรัมป์ และลดความคาดหวังต่อการขยายการใช้จ่ายเพิ่มเติมของรัฐบาล
แรงซื้อไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะทองคำเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อโลหะมีค่าประเภทอื่น โดยราคาเงินเพิ่มขึ้น 4.4% มาอยู่ที่ 52.01 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แพลทินัมและพัลลาเดียมก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน
จับตาปี 2570 การลงทุน AI และทิศทางดอกเบี้ยเฟด
คริสโตเฟอร์ เวคคิโอ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ฟิวเจอร์สและอัตราแลกเปลี่ยนของ Tastylive มองว่า ชัยชนะของเดโมแครตอาจสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อราคาทองคำไปจนถึงช่วงต้นปี 2570 โดยเฉพาะหากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว
หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาคือผลกระทบต่อภาคเทคโนโลยีและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึงศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา
เวคคิโอมองว่า การที่เดโมแครตควบคุมรัฐสภาอาจสร้างแรงต้านต่อนโยบายและการลงทุนของภาคเทคโนโลยี หากการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลชะลอตัวลงในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า ก็อาจส่งผลต่อการลงทุนภาคธุรกิจโดยรวม และทำให้เศรษฐกิจอ่อนแรงลง
หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด อาจมีเหตุผลน้อยลงในการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงและค่าเงินดอลลาร์มีโอกาสปรับลดลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำ
เวคคิโอจึงประเมินว่าทองคำมีโอกาสกลับมาแข็งแกร่งขึ้นตลอดไตรมาสแรกของปี 2570 แม้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม รัฐสภาชุดใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนมกราคม 2570 ทำให้ทรัมป์ยังมีช่วงเวลาในการดำเนินนโยบายเพิ่มเติมก่อนที่ดุลอำนาจในสภาจะเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นทางการ
หนี้สหรัฐฯ ยังเป็นแรงหนุนทองในระยะยาว
แม้ตลาดจะมองว่าชัยชนะของเดโมแครตอาจจำกัดการกู้ยืมและการใช้จ่ายของรัฐบาล แต่ประเด็นดังกล่าวมีผลต่อราคาทองคำได้ทั้งสองด้าน
ในระยะสั้น ความคาดหวังว่ารัฐบาลจะใช้จ่ายและกู้ยืมได้ยากขึ้น ช่วยกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลบวกต่อทองคำ
แต่ในระยะยาว หากการกู้ยืมถูกจำกัดจริง ก็อาจลดความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของหนี้รัฐบาล ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่นักลงทุนใช้ทองคำป้องกันความเสี่ยงตลอดช่วงปี 2568
เจน บอว์เดน ผู้ก่อตั้ง Bawden Capital มองว่า ผลเลือกตั้งอาจสร้างความผันผวนต่อค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพียงระยะสั้น เพราะไม่ว่าพรรคใดจะควบคุมรัฐสภา ปัญหาการคลังของสหรัฐฯ ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
เธอเห็นว่าทั้งสองพรรคยังไม่มีแนวทางที่น่าเชื่อถือในการจัดการภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่องและต้นทุนการชำระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะยังเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ
บอว์เดนมองว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้เฟดต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินหรือขยายงบดุลในท้ายที่สุด โดยเหตุผลสำคัญของการถือครองทองคำจึงอยู่ที่ความเสี่ยงที่ผู้กำหนดนโยบายอาจเลือกใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อรับมือภาระหนี้ จนส่งผลให้อำนาจซื้อของเงินดอลลาร์ลดลงในระยะยาว
สงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน ตัวแปรสำคัญที่กดดันทองคำ
แม้ทองคำมักได้รับความสนใจในช่วงที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น แต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันราคาทองคำในปีนี้
สาเหตุสำคัญมาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและทำให้ตลาดคาดการณ์ว่านโยบายการเงินอาจต้องเข้มงวดต่อไป ส่งผลให้ทั้งค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาทองคำปรับตัวลดลงประมาณหนึ่งในสี่ และเพิ่งแตะระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งปีเมื่อสัปดาห์ก่อน
เมื่อเทียบกับระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ต่ำกว่า 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์เล็กน้อยในช่วงปลายเดือนมกราคม ราคาทองคำปรับลดลงมาแล้วประมาณ 28%
ในสัปดาห์นี้ ราคาทองคำยังคงผันผวนตามข่าวการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งมีสัญญาณออกมาทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ โดยนักการทูตที่ได้รับฟังการชี้แจงเกี่ยวกับการเจรจาระบุว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังพิจารณาข้อเสนอใหม่จากผู้ไกล่เกลี่ย เพื่อหาทางยุติข้อขัดแย้งและหลีกเลี่ยงการกลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ
ด้านคริส เวสตัน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Pepperstone มองว่า ชัยชนะของเดโมแครตเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ แต่ขนาดของเสียงข้างมากในรัฐสภาอาจมีความสำคัญมากกว่าการชนะเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว
หากเดโมแครตครองเสียงข้างมากอย่างทิ้งห่าง ก็จะสามารถจำกัดการผลักดันกฎหมายภายในประเทศของทรัมป์ได้มากขึ้น และอาจทำให้รัฐบาลหันไปดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกมากกว่าเดิม
เวสตันเห็นว่า เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่ลดลง และความต้องการป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายที่คาดเดาได้ยากขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่สนับสนุนการเข้าซื้อทองคำ
อีกมุมเตือน ทองคำอาจยังไม่พ้นแนวโน้มขาลง
แม้จะมีนักวิเคราะห์มองบวกต่อราคาทองคำในช่วงต้นปี 2570 แต่ยังมีเสียงเตือนว่าการฟื้นตัวครั้งนี้อาจไม่ได้หมายถึงการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว
มิเชล ชไนเดอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ MarketGauge มีมุมมองระมัดระวัง โดยประเมินว่าการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมาอาจสะท้อนว่าแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวได้สิ้นสุดลงแล้ว นักลงทุนจึงไม่ควรสรุปว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองหรือการลดลงของดอกเบี้ยจะทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นโดยอัตโนมัติ
เธอชี้ว่า แม้ปัจจัยที่เคยผลักดันทองคำขึ้นทำสถิติสูงสุด ทั้งหนี้รัฐบาลที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อสูง และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงอยู่ แต่ปัจจัยเหล่านี้กลับไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ตลาดทองคำได้อย่างที่เคย
ขณะเดียวกัน นักลงทุนบางส่วนหันไปถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น แม้อัตราผลตอบแทนจะปรับลดลง ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของทิศทางเงินทุนในตลาด
ชไนเดอร์เตือนว่า หากราคาทองคำหลุดแนวรับบริเวณ 3,940 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจเกิดแรงขายระลอกใหม่และกดราคาลงไปที่ 3,500 ดอลลาร์ ส่วนกรณีรุนแรงที่สุดอาจลงไปถึง 2,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นฉากทัศน์ความเสี่ยงสูงตามการประเมินของเธอ ไม่ใช่เป้าหมายราคาที่ได้รับการยืนยันว่าจะเกิดขึ้น
แนวต้าน 4,046–4,073 ดอลลาร์ ด่านชี้ชะตาการฟื้นตัว
ในเชิงเทคนิค แม้ราคาทองคำจะกลับมายืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แต่ภาพรวมยังมีความเปราะบาง เนื่องจากจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของราคาในแต่ละรอบยังคงปรับลดลงต่อเนื่อง สะท้อนแนวโน้มขาลงที่ดำเนินมาระยะหนึ่ง
การฟื้นตัวล่าสุดกำลังพาราคาทองคำเข้าใกล้แนวต้านสำคัญบริเวณ 4,046–4,073 ดอลลาร์ต่อออนซ์
หากราคาสามารถปิดรายวันเหนือ 4,073 ดอลลาร์ได้ จะเป็นสัญญาณเบื้องต้นว่าตลาดเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และเปิดโอกาสให้ราคาขยับขึ้นไปทดสอบบริเวณ 4,365 ดอลลาร์ ก่อนเข้าสู่แนวต้านถัดไปที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน บริเวณ 4,490 ดอลลาร์
แต่หากไม่สามารถผ่านแนวต้านดังกล่าวได้ ตลาดอาจกลับมาจับตาแนวรับบริเวณ 3,874–3,894 ดอลลาร์ และหากราคาหลุดระดับนี้ การปรับฐานอาจต่อเนื่องลงไปถึงบริเวณ 3,650 ดอลลาร์
การกลับมายืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์จึงยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าทองคำเปลี่ยนเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ แม้ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง จะเป็นแรงหนุนสำคัญในระยะสั้นก็ตาม
ตลาดยังต้องติดตามทิศทางดอกเบี้ยของเฟด สถานะทางการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ตลอดจนแรงซื้อขายบริเวณแนวต้านสำคัญ เพื่อประเมินว่าการฟื้นตัวรอบนี้จะต่อยอดเป็นขาขึ้นได้จริงหรือไม่
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: Reuters, Kitco News, IG Markets และข้อมูลราคาทองคำตามช่วงเวลาที่รายงาน
#SPOTLIGHT #Biz1 #ราคาทองคำ #ทองคำโลก #ทองคำ #GoldPrice #ทรัมป์ #เดโมแครต #เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ #เศรษฐกิจโลก #ดอลลาร์สหรัฐ #BondYield #AI #FederalReserve
