ผู้นำองค์กรเศรษฐกิจและสถาบันการเงินชั้นนำ 4 แห่ง ร่วมเสนอแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในงาน CEO ECONMASS AWARD 2026 โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ลดปัญหาคอร์รัปชัน ปฏิรูประบบราชการ และแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
หอการค้าไทยชี้ การเมืองต้องมีเสถียรภาพ
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างรวดเร็วในระยะสั้น สิ่งสำคัญคือการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง พร้อมเตือนว่าหากเกิดรัฐประหาร เศรษฐกิจอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น ยกระดับประสิทธิภาพแรงงาน และปฏิรูประบบราชการให้คล่องตัว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่า GDP จะขยายตัวประมาณ 2.1–2.5% ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มเติบโต 18–25% ตามตัวเลขประมาณการที่นำเสนอในงาน
ตลาดหลักทรัพย์เสนอผสานพลังรัฐ ดึงธุรกิจใหม่เข้าตลาดทุน
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาแสดงผลงานที่ดี โดยดัชนีปรับขึ้นประมาณ 25% และปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น 60% เมื่อเทียบกับช่วง 7 ปีก่อน ตามข้อมูลที่กล่าวในงาน
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังผลักดันโครงการ BOI to IPO เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ให้ใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุน พร้อมยกตัวอย่างการบูรณาการระหว่างหน่วยงานของจีนในการขับเคลื่อนนโยบาย Green Financing และโครงการ Thailand Fast Pass ของไทย
ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบ K-Shape
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า แม้การส่งออกไทยจะขยายตัวในระดับสูง แต่การฟื้นตัวกระจายตัวไม่ทั่วถึง โดยอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ไฟฟ้า AI ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานหมุนเวียน และอาหารแห่งอนาคต มีแนวโน้มเติบโตได้ดี
ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมดั้งเดิมและผู้ประกอบการ SME จำนวนหนึ่งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคา การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดในการขยายตัว โดยประมาณการ GDP อยู่ที่ 2.1–2.4%
นางพิมพ์ใจยังเน้นย้ำว่า เสถียรภาพทางการเมืองและความเป็นกลางของประเทศเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป
กรุงไทยชูแก้เศรษฐกิจนอกระบบ สร้าง New S-Curve
นายธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การประสานงานระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชนต้องนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมเสนอให้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งความเหลื่อมล้ำ หนี้นอกระบบ และเศรษฐกิจนอกระบบ
การสร้างเศรษฐกิจใหม่ หรือ New S-Curve ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจพื้นฐานของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่การแข่งขันระดับภูมิภาค
ส่วนปัญหา SME เข้าถึงสินเชื่อยาก นายธวัชชัยมองว่า ความโปร่งใสและข้อมูลทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญ หากผู้ประกอบการมีข้อมูลรายรับ รายจ่าย และยอดขายที่ชัดเจน ก็จะช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความสามารถในการชำระหนี้และพิจารณาสินเชื่อได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ข้อเสนอจากผู้นำองค์กรเศรษฐกิจทั้ง 4 แห่งจึงครอบคลุมตั้งแต่เสถียรภาพทางการเมือง การปฏิรูประบบราชการ การพัฒนาตลาดทุน ไปจนถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: ต้นกุมภาฯ เผยแพร่วันที่ 22 ตุลาคม 2569
#เศรษฐกิจไทย #การเมืองไทย #หอการค้าไทย #ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย #สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย #ธนาคารกรุงไทย #SME #VihokNews
