จำนวนผู้ชม

สิ่งแวดล้อม » ช็อกโลก! ทะเลสาบอาร์กติกอายุ 4,000 ปีหายวับ หลังหิ้งน้ำแข็งแตก วิกฤตโลกร้อน น้ำท่วมใหญ่แน่

ช็อกโลก! ทะเลสาบอาร์กติกอายุ 4,000 ปีหายวับ หลังหิ้งน้ำแข็งแตก วิกฤตโลกร้อน น้ำท่วมใหญ่แน่

22 October 2026
47   0

วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2569 รายงานจาก Mongabay เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม เปิดเผยผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ยืนยันว่า ทะเลสาบน้ำจืดชนิดพิเศษ Epishelf แห่งสุดท้ายที่ค้นพบในเขตอาร์กติกของแคนาดา ได้สูญหายไปอย่างถาวร หลังหิ้งน้ำแข็งมิลน์ (Milne Ice Shelf) แตกตัวครั้งใหญ่ในปี 2563 ส่งผลให้น้ำจืดที่สะสมมานานหลายพันปีไหลลงสู่มหาสมุทรอาร์กติก

น้ำแข็งแตกเพียงครั้งเดียว ระบบนิเวศพันปีสูญสิ้น

ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณฟยอร์ดมิลน์ (Milne Fjord) บนเกาะเอลส์เมียร์ ในดินแดนนูนาวุต ทางตอนเหนือของแคนาดา โดยมีอายุประมาณ 4,000 ปี และเป็นระบบนิเวศหายากที่เกิดจากหิ้งน้ำแข็งทำหน้าที่เป็นเขื่อนธรรมชาติ กักเก็บน้ำจืดจากการละลายของธารน้ำแข็งไว้เหนือชั้นน้ำทะเลที่มีความหนาแน่นมากกว่า

ระบบนิเวศดังกล่าวเปิดโอกาสให้สิ่งมีชีวิตน้ำจืดและสิ่งมีชีวิตทะเลดำรงอยู่ในชั้นน้ำที่แตกต่างกัน แต่เมื่อหิ้งน้ำแข็งมิลน์แตกตัว โครงสร้างที่ทำหน้าที่กักเก็บน้ำจืดก็สูญเสียความสามารถในการรักษาระบบดังกล่าวไป

ในเดือนกรกฎาคม 2563 หิ้งน้ำแข็งมิลน์แตกตัวครั้งใหญ่ สูญเสียพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่ง โดยมีแผ่นน้ำแข็งขนาดประมาณ 64 ตารางกิโลเมตรหลุดออกไป ข้อมูลจากเครื่องมือตรวจวัดที่นักวิจัยติดตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2554 และกลับไปเก็บข้อมูลอีกครั้งในปี 2565 ยืนยันว่า น้ำจืดระบายออกจากทะเลสาบภายในเวลาไม่กี่เดือน และไม่มีน้ำจืดกลับมาเติมเต็มดังเดิม

จากทะเลสาบ 10–17 แห่ง เหลือศูนย์ในเขตอาร์กติกแคนาดา

ในอดีต ชายฝั่งทางเหนือของเกาะเอลส์เมียร์เคยมีทะเลสาบ Epishelf ประมาณ 10–17 แห่ง แต่การแตกตัวและพังทลายของหิ้งน้ำแข็งในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ทะเลสาบประเภทนี้สูญหายไปทีละแห่ง

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในปี 2545 เมื่อทะเลสาบในฟยอร์ดดิสเรลี (Disraeli Fjord) สูญหาย หลังหิ้งน้ำแข็งวอร์ดฮันต์ (Ward Hunt Ice Shelf) แตกตัว ส่งผลให้ทะเลสาบในฟยอร์ดมิลน์กลายเป็นแห่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ในเขตอาร์กติกของแคนาดา ก่อนจะสูญหายตามไปในปี 2563

ก่อนแตกตัว หิ้งน้ำแข็งมิลน์มีพื้นที่ประมาณ 186 ตารางกิโลเมตร และหนาถึง 85 เมตร สะท้อนให้เห็นถึงขนาดและความสำคัญของโครงสร้างน้ำแข็งที่ช่วยหล่อเลี้ยงระบบนิเวศแห่งนี้มาเป็นเวลาหลายพันปี

นักวิทยาศาสตร์เตือน สูญเสียระบบนิเวศที่ไม่อาจคืนกลับ

แอนดรูว์ แฮมิลตัน (Andrew Hamilton) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ตาและผู้ร่วมศึกษาวิจัย ระบุว่า การสูญหายของทะเลสาบแห่งนี้เปรียบเสมือนการสูญพันธุ์ของระบบนิเวศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในแคนาดา และไม่สามารถฟื้นกลับคืนมาได้ภายในช่วงเวลาที่มนุษย์จะเฝ้ารอได้

ก่อนหน้านี้ ในปี 2560 ทีมวิจัยเคยส่งยานสำรวจใต้น้ำควบคุมระยะไกลลงไปสำรวจบริเวณช่องทางใต้หิ้งน้ำแข็ง และพบสิ่งมีชีวิตหลายชนิด ทั้งดอกไม้ทะเล ดาวเปราะ และปลา ซึ่งสามารถอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมมืดมิดใต้แผ่นน้ำแข็งได้

นักวิจัยตั้งข้อสันนิษฐานว่า การไหลเวียนของน้ำจากทะเลสาบอาจมีส่วนช่วยลำเลียงสารอาหารและสนับสนุนการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ แต่เมื่อทะเลสาบสูญหาย โอกาสศึกษาความสัมพันธ์ของระบบนิเวศดังกล่าวอย่างละเอียดก็ลดลงตามไปด้วย

โลกร้อนเร่งหิ้งน้ำแข็งพัง แม้แต่พื้นที่น้ำแข็งสุดท้ายยังเสี่ยง

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า อุณหภูมิอากาศและมหาสมุทรที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หิ้งน้ำแข็งอ่อนแอ โดยเฉพาะช่วงปี 2562–2563 ซึ่งมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ ส่งผลให้น้ำแข็งละลายบนพื้นผิวและน้ำไหลกัดเซาะช่องทางระบาย ขณะเดียวกัน น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นยังเร่งการละลายจากด้านล่าง และพื้นที่ทะเลเปิดด้านหน้าหิ้งน้ำแข็งทำให้ขอบน้ำแข็งเผชิญแรงกระแทกจากคลื่นมากขึ้น

พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Last Ice Area หรือเขตน้ำแข็งสุดท้าย ครอบคลุมบางส่วนของมหาสมุทรอาร์กติกทางตอนเหนือของแคนาดาและกรีนแลนด์ ซึ่งเคยถูกคาดการณ์ว่าจะรักษาน้ำแข็งทะเลไว้ได้นานกว่าพื้นที่อื่นของโลก

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยและแบบจำลองสภาพภูมิอากาศชี้ว่า พื้นที่ดังกล่าวอาจเปราะบางต่อภาวะโลกร้อนมากกว่าที่เคยประเมิน และอาจเผชิญภาวะไร้น้ำแข็งทะเลตามฤดูกาลภายในช่วงประมาณ 40 ปีข้างหน้า หากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงยังดำเนินต่อไป

แบรนดอน ลาฟอเรสต์ (Brandon Laforest) ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์อาร์กติกจาก WWF Canada ระบุว่า พื้นที่น้ำแข็งสุดท้ายยังมีความสำคัญต่อสัตว์ที่พึ่งพาน้ำแข็งทะเล เช่น หมีขั้วโลกและแมวน้ำวงแหวน พร้อมชี้ถึงความจำเป็นในการลดแรงกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งการทำเหมืองใต้ทะเล การขุดเจาะน้ำมัน และกิจกรรมที่อาจทำให้น้ำแข็งแตกตัวเพิ่มเติม

ปัจจุบัน พื้นที่ประมาณ 300,000 ตารางกิโลเมตรในบริเวณ Last Ice Area ได้รับการประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ทางทะเล Tuvaijuittuk Marine Protected Area ตั้งแต่ปี 2562 โดยชื่อ Tuvaijuittuk มีความหมายว่า “สถานที่ที่น้ำแข็งไม่เคยละลาย”

เตือนผลกระทบอาจลามถึงระบบภูมิอากาศทั่วโลก

เดเร็ก มูลเลอร์ (Derek Mueller) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคาร์ลตันและผู้ร่วมศึกษาวิจัย เปรียบเทียบภูมิภาคอาร์กติกว่าเป็นเสมือน “ตู้เย็นของโลก” ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิอากาศของโลก พร้อมชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงในอาร์กติกไม่ได้จำกัดผลกระทบอยู่เฉพาะบริเวณขั้วโลกเหนือ

การสูญหายของทะเลสาบ Epishelf อายุประมาณ 4,000 ปี จึงเป็นหลักฐานสำคัญของการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศในเขตอาร์กติก และสะท้อนความเปราะบางของพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปราการน้ำแข็งแห่งสุดท้ายของโลก

สำนักข่าววิหคนิวส์

อ้างอิง: Mongabay วันที่ 19 ตุลาคม 2569; วารสาร Scientific Reports งานวิจัย “Regime shift in high arctic fjord signals the vulnerability of the Arctic’s Last Ice Area” เผยแพร่วันที่ 27 สิงหาคม 2569

#อาร์กติก #โลกร้อน #ทะเลสาบ4000ปี #หิ้งน้ำแข็ง #วิกฤตสภาพภูมิอากาศ #สิ่งแวดล้อม #VihokNews