จำนวนผู้ชม

ข่าวประจำวัน » “ประชาธิปไตยกินได้” กำลังย้อนกัดตัวเอง! ดร.สุวินัยยกบทเรียนฝรั่งเศส เตือนอย่าผลักหนี้ให้คนรุ่นลูก

“ประชาธิปไตยกินได้” กำลังย้อนกัดตัวเอง! ดร.สุวินัยยกบทเรียนฝรั่งเศส เตือนอย่าผลักหนี้ให้คนรุ่นลูก

21 October 2026
42   0

วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เวลา 08.50 น.

ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์บทความหัวข้อ “การล่มสลายของประชาธิปไตยกินได้ : อุทาหรณ์จากฝรั่งเศส” ชี้ให้เห็นความท้าทายของรัฐสวัสดิการและระบบการเมืองที่แข่งขันกันด้วยคำสัญญาว่าจะมอบผลประโยชน์แก่ประชาชน โดยตั้งคำถามสำคัญว่า ใครจะเป็นผู้จ่าย และรัฐจะสามารถแบกรับต้นทุนเหล่านั้นได้ยาวนานเพียงใด

ฝรั่งเศสกับรัฐสวัสดิการที่ขยายตัวต่อเนื่อง

ดร.สุวินัยระบุว่า ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีระบบสวัสดิการสังคมครอบคลุมหลายด้าน ทั้งการรักษาพยาบาล การศึกษา การว่างงาน การเลี้ยงดูบุตร และเงินบำนาญ โดยมีรากฐานสำคัญจากการพัฒนาระบบประกันสังคมหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลจากหลายพรรคการเมืองมีส่วนในการขยายสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การลดอายุเกษียณตามปกติจาก 65 ปีเหลือ 60 ปีในช่วงต้นทศวรรษ 1980 การจัดตั้งระบบรายได้ขั้นต่ำสำหรับผู้มีทรัพยากรไม่เพียงพอ และการขยายหลักประกันสุขภาพ

บทความชี้ว่า นโยบายเหล่านี้มีเหตุผลทางสังคมรองรับ แต่สิทธิประโยชน์ที่ต้องจ่ายต่อเนื่องในระยะยาวย่อมสร้างภาระผูกพันทางการคลัง โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างประชากรและความสามารถในการหารายได้ของรัฐเปลี่ยนแปลงไป

รายจ่ายสูง หนี้สาธารณะกดดันการคลัง

บทความยกตัวเลขทางการคลังของฝรั่งเศสว่า ในปี 2023 รายจ่ายด้านสังคมอยู่ที่ประมาณ 31.7% ของ GDP ตามข้อมูลเปรียบเทียบที่ผู้เขียนอ้างถึง

ขณะที่ปี 2025 รายจ่ายภาครัฐรวมอยู่ที่ประมาณ 57.2% ของ GDP รัฐบาลขาดดุลการคลังราว 5.1% ของ GDP และหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 115.6% ของ GDP ณ สิ้นปี

ดร.สุวินัยระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าฝรั่งเศสกำลังจะล้มละลายในทันที แต่สะท้อนข้อจำกัดทางการคลังที่ประเทศต้องเผชิญ เมื่อรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการหารายได้ รัฐบาลย่อมต้องเลือกระหว่างการเพิ่มภาษี ลดรายจ่าย กู้เงินเพิ่ม หรือปรับโครงสร้างสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่

ภาระบำนาญกับอนาคตคนรุ่นใหม่

อีกประเด็นที่บทความให้ความสำคัญ คือภาระเงินบำนาญของข้าราชการ โดยอ้างถึงรายงานประกอบร่างกฎหมายงบประมาณของฝรั่งเศสในเดือนตุลาคม 2026 ซึ่งระบุว่า เงินประมาณ 32% ของงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ หรือราว 28,500 ล้านยูโร ถูกจัดสรรเพื่อรองรับภาระบำนาญข้าราชการ

ผู้เขียนมองว่า เงินดังกล่าวเป็นภาระที่รัฐมีต่อบุคลากรซึ่งเคยทำงานให้ประเทศ แต่การเพิ่มขึ้นของภาระผูกพันอาจจำกัดงบประมาณที่เหลือสำหรับการพัฒนาโรงเรียน การลงทุน และบริการสาธารณะในปัจจุบัน

บทความจึงตั้งคำถามถึงความสมดุลระหว่างการรักษาหลักประกันให้คนรุ่นก่อน กับการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ งานที่มั่นคง และอนาคตที่ดี

การประท้วงสะท้อนความคาดหวังต่อบริการสาธารณะ

ดร.สุวินัยกล่าวถึงการประท้วงในฝรั่งเศสช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม 2026 โดยระบุว่า ความไม่พอใจเกี่ยวข้องกับปัญหาการศึกษา การขาดแคลนบุคลากร ค่าครองชีพ รายได้ และคุณภาพของบริการสาธารณะ

บทความย้ำว่า ไม่ควรสรุปว่าการประท้วงเกิดจากรัฐสวัสดิการเพียงปัจจัยเดียว เพราะยังมีความเหลื่อมล้ำ การบริหารงานของรัฐบาล และความไม่พอใจทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่า สถานการณ์สะท้อนปัญหาความคาดหวัง เมื่อประชาชนคาดหวังให้รัฐดูแลอย่างครอบคลุม แต่รัฐเผชิญข้อจำกัดในการตอบสนอง ความผิดหวังต่อบริการสาธารณะก็อาจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่

เตือนไทยอย่าขยายสวัสดิการโดยไม่ประเมินต้นทุน

สำหรับประเทศไทย ดร.สุวินัยระบุว่า โครงสร้างเศรษฐกิจและระบบสวัสดิการแตกต่างจากฝรั่งเศส จึงไม่ควรด่วนสรุปว่าไทยจะเดินไปสู่สถานการณ์เดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย จำนวนประชากรวัยทำงานมีแนวโน้มลดลง ขณะที่รายจ่ายด้านสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ผู้เขียนไม่ได้เสนอให้ปฏิเสธรัฐสวัสดิการทั้งหมด แต่เน้นว่าการขยายสิทธิประโยชน์ควรคำนึงถึงฐานภาษี ผลิตภาพแรงงาน ความสามารถในการเติบโตของเศรษฐกิจ ต้นทุนระยะยาว และประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร รวมถึงต้องปรับเปลี่ยนนโยบายได้เมื่อเงื่อนไขทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป

บทความตั้งคำถามว่า ก่อนที่นักการเมืองจะให้คำมั่นว่าจะมอบผลประโยชน์แก่ประชาชน สังคมควรพิจารณาด้วยว่า ประเทศจะหาเงินจากที่ใด ใครเป็นผู้จ่าย จะจ่ายได้นานเพียงใด และภาระดังกล่าวจะกระทบต่อโอกาสของคนรุ่นหลังอย่างไร

“ประชาธิปไตยกินได้” กับต้นทุนที่คนรุ่นหลังอาจต้องรับ

ในช่วงท้าย ดร.สุวินัยระบุว่า บทเรียนจากฝรั่งเศสไม่ได้หมายความว่าสวัสดิการเป็นสิ่งเลวร้าย หรือประชาธิปไตยไม่มีคุณค่า แต่เป็นการเตือนว่า แม้นโยบายที่มีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชนก็จำเป็นต้องมีวินัยทางการคลังและความรับผิดชอบต่อผลระยะยาว

ผู้เขียนมองว่า หากการเมืองมุ่งแข่งขันด้วยผลประโยชน์ระยะสั้น โดยไม่คำนึงถึงความสามารถในการสร้างความมั่งคั่งและการจัดหาเงินมารองรับ ภาระทางการคลังอาจถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป

ใจความสำคัญของบทความจึงอยู่ที่แนวคิดว่า “ประชาธิปไตยกินได้” อาจกลายเป็นประชาธิปไตยที่กินอนาคตของตัวเอง หากคนรุ่นปัจจุบันได้รับผลประโยชน์ แต่ปล่อยให้คนรุ่นหลังเป็นผู้รับภาระต้นทุน

สำนักข่าววิหคนิวส์

อ้างอิง: โพสต์เฟซบุ๊กของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย วันที่ 21 ตุลาคม 2569 ตามข้อมูลข่าวต้นทางที่ได้รับ

#สุวินัยภรณวลัย #ประชาธิปไตยกินได้ #ฝรั่งเศส #รัฐสวัสดิการ #หนี้สาธารณะ #เศรษฐกิจไทย #งบประมาณรัฐ #VihokNews