เรื่องฮอต ประเด็นฮิต » 🔥 “ภาษีบาป” 1.4 หมื่นล้านเดือด!

🔥 “ภาษีบาป” 1.4 หมื่นล้านเดือด!

5 October 2026
3   0

“สีน้ำเงิน” เปิดศึกรอบทิศ ดึงเงิน 4 กองทุนกลับงบแผ่นดิน จับตา สสส.-ไทยพีบีเอสสะเทือน

5 ต.ค. 2569

แนวรบใหม่ของรัฐบาล “สีน้ำเงิน” เปิดขึ้นอีกครั้ง!

คราวนี้ไม่ใช่คดีฮั้ว ส.ว.

ไม่ใช่เกมแก้รัฐธรรมนูญ

และไม่ใช่วิกฤตน้ำท่วม

แต่คือการขยับเปลี่ยนเส้นทาง “ภาษีบาป” มูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาทต่อปี ที่ปัจจุบันถูกจัดสรรไปยัง 4 หน่วยงานและกองทุนสำคัญ

ประกอบด้วย

สสส.

กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ

กองทุนผู้สูงอายุ

และ ไทยพีบีเอส

เมื่อพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค เดินหน้าเสนอแก้กฎหมายรวม 4 ฉบับ

เป้าหมายสำคัญคือเปลี่ยนระบบจากการกันเงินภาษีสรรพสามิตจากสุรา เบียร์ และยาสูบ ส่งตรงไปยังหน่วยงานเหล่านี้

ให้กลับมาเข้าสู่

“งบประมาณแผ่นดิน”

แล้วจัดสรรใหม่ผ่านระบบงบประมาณปกติ

การขยับครั้งนี้จึงกระแทกทันทีทั้งวงการสาธารณสุข ภาคประชาสังคม วงการกีฬา ผู้สูงอายุ และโดยเฉพาะ วงการสื่อ

จนรัฐบาลสีน้ำเงินกำลังเปิดแนวปะทะพร้อมกันหลายด้าน

⸻

💰 เงินก้อนใหญ่ปีละกว่า 14,000 ล้าน

ข้อมูลที่ถูกนำมาอภิปรายระบุว่า เงินจากกลไกภาษีบาปที่จัดสรรให้ 4 หน่วยงานและกองทุน รวมกันอยู่ที่ประมาณ 14,000-14,200 ล้านบาทต่อปี

โดยประมาณแบ่งเป็น

สสส. 4,000 ล้านบาท

กองทุนกีฬา 4,000 ล้านบาท

กองทุนผู้สูงอายุ 4,000 ล้านบาท

และ

ไทยพีบีเอส ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท

นี่จึงไม่ใช่การแก้กฎหมายเล็กๆ

แต่หมายถึงการเปลี่ยนเส้นทางเงินระดับ “หมื่นล้านบาทต่อปี”

จากระบบจัดสรรโดยตรงกลับเข้าสู่กระบวนการงบประมาณของรัฐบาล

⸻

⚡ “อนุทิน” วางธงไว้แล้วในนโยบายรัฐบาล

ฝ่ายภูมิใจไทยยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปฏิบัติการแบบ “ลักไก่”

เพราะรัฐบาลอนุทินได้ระบุแนวทางนี้ไว้แล้วตั้งแต่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อเดือนเมษายน 2569

ในนโยบายข้อ 22.3 ว่าด้วยการปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุนสมัยใหม่ มีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า

จะจัดทำกฎหมายเพื่อนำภาษีจากสินค้าที่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อสังคมกลับเข้าสู่งบประมาณแผ่นดิน เพื่อรักษาวินัยทางการเงินการคลัง

พูดง่ายๆ ก็คือ

“ธง” ถูกปักเอาไว้ตั้งแต่รัฐบาลเริ่มทำงาน

แต่ปัญหาคือ ก่อนหน้านี้แทบไม่มีการถกเถียงในวงกว้างว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวจะหมายถึงการเปลี่ยนระบบเงินของ สสส.-ไทยพีบีเอส-กองทุนกีฬา-กองทุนผู้สูงอายุ

จนกระทั่งปรากฏร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการพร้อมกันถึง 4 ฉบับ

เสียงวิจารณ์เรื่อง

“ดอดเงียบเปลี่ยนเส้นทางเงินหมื่นล้าน”

จึงเกิดขึ้นทันที

⸻

🚨 4 ร่างกฎหมาย เขย่า 4 หน่วยงาน

ร่างกฎหมายที่ถูกเสนอประกอบด้วย

  1. ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ฉบับแก้ไข

เสนอโดย อนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ

อีก 3 ฉบับเสนอโดย ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย

  1. ร่างแก้ไข พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ไทยพีบีเอส

  1. ร่างแก้ไข พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย

และ

  1. ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ

สาระร่วมสำคัญคือการเปลี่ยนระบบเงินจากการได้รับส่วนแบ่งภาษีโดยตรง

ไปสู่ระบบ

“ขอรับงบประมาณรายปี”

⸻

🔵 ฝ่ายสีน้ำเงินชู “วินัยการคลัง-ตรวจสอบได้”

เหตุผลสำคัญที่ฝ่ายเสนอใช้สนับสนุนการแก้กฎหมาย คือ เงินดังกล่าวเป็นภาษีของประเทศ

จึงควรเข้าสู่ระบบงบประมาณตามหลักวินัยการเงินการคลัง

หากนำเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณปกติ ก็จะต้องผ่านขั้นตอนตั้งแต่

สำนักงบประมาณ

คณะรัฐมนตรี

สภาผู้แทนราษฎร

ไปจนถึง

คณะกรรมาธิการงบประมาณ

ฝ่ายสนับสนุนจึงมองว่า วิธีนี้จะทำให้การจัดสรรเงินมีเอกภาพ โปร่งใส และตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้เงินได้มากขึ้น

คำถามสำคัญที่ฝ่ายนี้โยนกลับไปก็คือ

เหตุใดบางหน่วยงานจึงควรได้รับส่วนแบ่งภาษีแบบอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องแข่งขันผ่านระบบงบประมาณเหมือนหน่วยงานอื่น?

⸻

🔥 ฝ่ายต้านสวนกลับ “ทุบหม้อข้าว” 4 องค์กร

แต่สำหรับฝ่ายคัดค้าน ภาพกลับตรงกันข้าม

พวกเขามองว่า การมีรายได้จากภาษีเฉพาะโดยตรงถูกออกแบบขึ้นเพื่อทำให้หน่วยงานเหล่านี้มีความต่อเนื่อง และลดการขึ้นตรงกับรัฐบาลในแต่ละยุค

โดยเฉพาะกรณีของ สสส. และ ไทยพีบีเอส

จึงเกิดเสียงวิจารณ์ว่า หากเปลี่ยนให้ต้องขอเงินจากงบประมาณทุกปี

อำนาจต่อรองก็จะย้ายกลับมาอยู่กับฝ่ายการเมือง

และรัฐบาลจะมีอิทธิพลต่อ “ก๊อกงบประมาณ” มากขึ้นกว่าเดิม

ฝ่ายวิจารณ์บางส่วนจึงเปรียบเปรยรุนแรงว่า

เป็นการ “ทุบหม้อข้าวคนอื่น” แล้วดึงเงินกลับไปอยู่ในมือรัฐบาล

⸻

📺 “ไทยพีบีเอส” จุดเดือดเรื่องอิสระสื่อ

ในบรรดา 4 หน่วยงาน กรณี ไทยพีบีเอส กำลังกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองอย่างมาก

เนื่องจากหัวใจของ “สื่อสาธารณะ” คือความเป็นอิสระ

ไม่ขึ้นกับรัฐบาล

ไม่ขึ้นกับพรรคการเมือง

และไม่อยู่ใต้แรงกดดันจากทุนธุรกิจ

องค์กรวิชาชีพสื่อหลายแห่งจึงออกมาแสดงความกังวลว่า หากไทยพีบีเอสต้องกลับไปพึ่งพากระบวนการจัดสรรงบประมาณรายปี จะต้องมีหลักประกันอย่างไรว่า

การให้งบประมาณจะไม่กลายเป็นเครื่องมือกดดันเนื้อหาข่าว

หรือถูกใช้เป็นช่องทางต่อรองกับองค์กรสื่อสาธารณะ

นี่คือประเด็นที่ฝ่ายเสนอจำเป็นต้องตอบให้ชัด

เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขงบประมาณ

แต่แตะไปถึง

“เสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อ”

⸻

🧨 6 องค์กรสื่อขยับ จับตากฎหมายไทยพีบีเอส

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 6 องค์กรได้ออกมาแสดงท่าทีต่อการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

สาระสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเงินของสื่อสาธารณะต้องไม่ทำให้หลักความเป็นอิสระอ่อนแอลง

เพราะสื่อสาธารณะมีหน้าที่

ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล

เปิดพื้นที่ความคิดเห็นที่หลากหลาย

และ

ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

พร้อมกันนั้น ก็มีข้อเสนอว่าไทยพีบีเอสเองต้องทบทวนและปฏิรูปการทำงาน เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นถึงความคุ้มค่าของเงินสาธารณะด้วยเช่นกัน

จึงไม่ใช่ว่าเสียงคัดค้านจะหมายถึงการปฏิเสธการตรวจสอบไทยพีบีเอสทั้งหมด

แต่ข้อกังวลอยู่ที่ว่า

“ตรวจสอบอย่างไร โดยไม่เปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองควบคุม”

⸻

🩺 ฝั่ง สสส. ภาคประชาสังคมเริ่มออกโรง

อีกแนวรบใหญ่อยู่ที่ สสส.

เครือข่ายด้านสุขภาพและภาคประชาสังคมเริ่มขยับคัดค้านการเปลี่ยนระบบเงิน

หนึ่งในนั้นคือ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ที่ออกมารณรงค์ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น

โดยชี้ให้เห็นบทบาทของ สสส.ในการสร้างเสริมสุขภาพตามแนวคิด

“สร้างนำซ่อม”

ขณะที่ ทิชา ณ นคร หรือ “ป้ามล” ก็ออกมาให้ข้อมูลในอีกมุมว่า ผู้ขอรับการสนับสนุนจาก สสส.ไม่ได้มีเฉพาะองค์กรพัฒนาเอกชน

แต่ยังรวมถึงหน่วยงานของรัฐจำนวนมาก

ตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงกลาโหม

กระทรวงศึกษาธิการ

กระทรวงยุติธรรม

ไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

จึงเกิดการตั้งคำถามกลับว่า หากเปลี่ยนโครงสร้างงบประมาณแล้ว ผลกระทบจะตกกับใครบ้าง

⸻

⚖️ ไม่ได้มีแต่เสียงค้าน “กรณ์” ชี้ถึงเวลาทบทวน

อีกด้านหนึ่งก็มีเสียงสนับสนุนให้ตรวจสอบระบบเดิม

กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงจุดยืนว่า การใช้เงินภาษีทุกก้อนควรถูกตั้งคำถามและทบทวนได้

โดยเฉพาะในโลกที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไปอย่างมาก

ประชาชนพึ่งพาสถานีโทรทัศน์แบบเดิมลดลง

จึงเป็นเรื่องสมควรที่จะตั้งคำถามว่า

งบประมาณที่เคยได้รับในอดีตยังมีความเหมาะสมหรือไม่

และสร้างประโยชน์คุ้มค่ากับเงินภาษีประชาชนเพียงใด

ประเด็นนี้จึงทำให้การถกเถียงไม่ได้มีเพียง

“เอาภาษีบาปคืนรัฐบาล หรือไม่เอา”

แต่ยังมีคำถามอีกชั้นว่า

ระบบเดิมมีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้มากเพียงใด?

⸻

💥 เงินหมื่นล้านกับเกม “ไทยช่วยไทยพลัส”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังถูกจับโยงเข้ากับสถานการณ์การคลังของรัฐบาล

ในยุคที่เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดัน

รายได้ภาษีเป็นโจทย์สำคัญ

ขณะที่รัฐบาลมีนโยบายที่ต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมาก รวมถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส”

จึงมีการตั้งข้อสังเกตจากฝ่ายวิจารณ์ว่า การดึงเงินภาษีบาปกลับเข้าสู่งบแผ่นดินจะทำให้ฝ่ายบริหารมีพื้นที่ทางการคลังมากขึ้นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การมีเงินเข้าสู่งบประมาณแผ่นดินไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าเงินก้อนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้กับโครงการใดโครงการหนึ่ง

แต่ยิ่งรัฐบาลมีแผนใช้เงินจำนวนมาก

ข้อสงสัยนี้ก็ยิ่งถูกหยิบขึ้นมาถกเถียง

⸻

🚨 จาก “ปฏิรูปการคลัง” สู่สงครามหลายแนวรบ

เวลานี้ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับยังอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น

แต่จากทิศทางของอนุทินและพรรคภูมิใจไทย เห็นได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการโยนหินถามทาง

เพราะนโยบายถูกเขียนไว้แล้ว

ร่างกฎหมายถูกยื่นแล้ว

และฝ่ายพรรคก็ออกมาอธิบายเหตุผลสนับสนุนอย่างจริงจัง

ดังนั้น หากร่างทั้ง 4 ฉบับเดินเข้าสู่การพิจารณาของสภาเต็มรูปแบบ

แรงต้านก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

รัฐบาลสีน้ำเงินอาจต้องเปิดศึกพร้อมกันกับ

เครือข่ายสาธารณสุข

ภาคประชาสังคม

วงการกีฬา

เครือข่ายผู้สูงอายุ

และที่หนักที่สุดคือ

องค์กรวิชาชีพสื่อ

⸻

🔥 เดิมพันไม่ใช่แค่ 14,000 ล้าน แต่คือ “ใครคุมก๊อกเงิน”

สุดท้ายแล้วหัวใจของศึก “ภาษีบาป” ไม่ได้อยู่เพียงว่าจะเก็บเงินได้เท่าไร

แต่อยู่ที่ว่า

“ใครควรเป็นผู้ควบคุมก๊อกเงิน?”

ฝ่ายหนึ่งบอกว่า

เงินภาษีทุกบาทควรเข้าสู่ระบบงบประมาณ เพื่อให้รัฐสภาตรวจสอบได้

อีกฝ่ายบอกว่า

เงินบางประเภทต้องถูกกันออกจากอำนาจการเมือง เพื่อรักษาความเป็นอิสระและความต่อเนื่องของภารกิจ

นี่คือสองหลักการที่กำลังชนกันเต็มแรง

หากภูมิใจไทยเดินหน้าผลักดันกฎหมายทั้ง 4 ฉบับจนถึงชั้นสภา

ศึกครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคทางการคลัง

แต่จะกลายเป็น

ศึกชิงอำนาจควบคุมเงินกว่า 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปี

และอาจทำให้รัฐบาล “สีน้ำเงิน” ต้องเปิดวอร์กับแนวร่วมรอบทิศเพิ่มขึ้นอีกสมรภูมิ

หลังจากวันนี้รัฐบาลมีทั้ง

ศึกคดี ส.ว.

ศึกน้ำท่วม

ศึกแก้รัฐธรรมนูญ

และล่าสุด

🔥 ศึก “ภาษีบาป” ที่กำลังร้อนขึ้นทุกขณะ!

สำนักข่าววิหคนิวส์

อ้างอิง : ไทยโพสต์

#อนุทิน #ภูมิใจไทย #ภาษีบาป #สสส #ไทยพีบีเอส #กองทุนกีฬา #กองทุนผู้สูงอายุ #ภาษีสรรพสามิต #งบประมาณ #กฎหมาย #การคลัง #รัฐบาล #สื่อสาธารณะ