“อีลิต” ขยับแรง ปลุก “รัฐพันลึก” เปลี่ยนโมเมนตัมการเมืองไทย
5 ต.ค. 2569
การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้ง เมื่อ “คดีฮั้วเลือก ส.ว.” ถูกยกระดับจากคดีเลือกตั้ง กลายเป็นสมรภูมิใหญ่ในการช่วงชิงอำนาจระหว่างกลุ่มชนชั้นนำและเครือข่ายการเมือง
เป้าหมายสำคัญที่ถูกจับตามองคือสิ่งที่ฝ่ายวิพากษ์เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”
เครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่ากำลังขยายอำนาจจากวุฒิสภา ไปสู่องค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร และท้ายที่สุดคือรัฐบาล
ขณะเดียวกัน กลุ่มชนชั้นนำและฝ่ายอนุรักษนิยมบางส่วนกลับเริ่มแสดงท่าทีแตกแถว เดินเกมกดดันค่ายสีน้ำเงินผ่านคดีเลือก ส.ว.อย่างเข้มข้น
จนเกิดคำถามสำคัญว่า
ศึกครั้งนี้กำลังมุ่งไปถึงการโค่น “ลาสต์บอส” และเปลี่ยนโมเมนตัมอำนาจการเมืองไทยหรือไม่
⸻
⚡ “นันทนา” กางบันได 4 ขั้น ชี้ฉากทัศน์กินรวบอำนาจ
หนึ่งในผู้จุดประเด็นร้อนคือ นันทนา นันทวโรภาส ส.ว. ซึ่งขึ้นเวทีเสวนาเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2569 และเสนอภาพ “บันได 4 ขั้น” ที่เธอมองว่าอาจนำไปสู่การรวบอำนาจทางการเมืองโดยไม่ต้องใช้รถถังหรือการรัฐประหาร
ประกอบด้วย
ขั้นที่ 1 ยึดสภาสูง
ควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภา ทำให้กลไก ส.ว.อยู่ภายใต้อิทธิพลของเครือข่ายเดียวกัน
ขั้นที่ 2 ยึดองค์กรอิสระ
ใช้เสียงของ ส.ว.เข้าไปมีบทบาทต่อการคัดเลือกหรือให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ขั้นที่ 3 รวมบ้านใหญ่ ยึดสภาล่าง
ดึงเครือข่ายบ้านใหญ่และนักการเมืองท้องถิ่นเข้าสู่พรรค เพื่อขยายฐาน สส.ทั่วประเทศ
ขั้นที่ 4 ตั้งรัฐบาล กุมฝ่ายบริหาร
เมื่อได้ทั้ง สว. สส. และรัฐบาล ก็สามารถควบคุมการบริหารประเทศ การจัดสรรงบประมาณ และทิศทางนโยบายสำคัญได้อย่างกว้างขวาง
นี่คือภาพที่ฝ่ายวิจารณ์เรียกว่า
“ยุทธศาสตร์กินรวบประเทศ”
⸻
🚨 4 ทางออก “สาวให้ถึงลาสต์บอส”
นันทนายังเสนอแนวทางสกัดเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในการเลือก ส.ว.
หนึ่ง เปิดโปงเครือข่ายและสาวไปให้ถึงผู้ที่ถูกเรียกว่า “ลาสต์บอส”
สอง ใช้กระบวนการศาล ทั้งศาลฎีกา ศาลอาญา และศาลรัฐธรรมนูญเป็นกลไกตรวจสอบ
สาม สร้างแรงกดดันทางสังคม ไม่ให้ผู้ที่ถูกพิสูจน์ว่ากระทำผิดมีพื้นที่ทางการเมือง
และสี่ ผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ โดยให้ประชาชนมีอำนาจกำหนดที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง
⸻
🔥 “บันได 4 ขั้น” ปี 49 กับปี 69 เกมเดิมในสนามใหม่?
หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน การเมืองไทยเคยมีสิ่งที่ถูกเรียกว่า “แผนบันได 4 ขั้น” เช่นกัน
หลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ฝ่ายรัฐประหารเดินเกมสกัดเครือข่ายของ ทักษิณ ชินวัตร
ตั้งแต่ยุบพรรคไทยรักไทย
ดำเนินคดีและอายัดทรัพย์
สลายเครือข่าย สส.
ไปจนถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2550
แต่ท้ายที่สุด เครือข่ายการเมืองของฝ่ายทักษิณยังสามารถกลับมาชนะเลือกตั้งได้อีกหลายครั้ง จนทำให้ปฏิบัติการหลังรัฐประหารในเวลานั้นถูกวิจารณ์ว่าเป็น
“รัฐประหารเสียของ”
ต่อมาเมื่อถึงปี 2557 สถานการณ์การเมืองก็วนกลับมาอีกครั้ง ก่อนจบลงด้วยการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่วางโครงสร้างทางการเมืองแตกต่างจากเดิม
แต่ในปี 2569 สมรภูมิกลับเปลี่ยนหน้า
คู่ขัดแย้งไม่ได้มีเพียง “ฝ่ายทักษิณ” กับ “ฝ่ายอนุรักษนิยม”
หากแต่กำลังกลายเป็นการปะทะกันภายในกลุ่มอำนาจเดิมเอง
⸻
⚠️ “สีน้ำเงิน” โตเร็ว กุมทั้ง สส.-สว.
หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 พรรคภูมิใจไทยเติบโตขึ้นอย่างมากจากแรงหนุนของเครือข่ายบ้านใหญ่และนักการเมืองท้องถิ่นหลายพื้นที่
ขณะที่กลุ่มการเมืองที่เคยเป็นฐานอำนาจของ “3 ป.” อย่างพลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาติอ่อนกำลังลง
นักการเมืองจำนวนไม่น้อยจึงไหลเข้าสู่ค่ายภูมิใจไทย
จนทำให้พรรคสีน้ำเงินกลายเป็นขั้วการเมืองขนาดใหญ่ และสามารถจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล
พร้อมกันนั้น ส.ว.ชุดปัจจุบันจำนวนหนึ่งก็ถูกฝ่ายวิจารณ์เรียกว่าเป็น “สายสีน้ำเงิน”
จุดนี้เองที่ทำให้ความกังวลเพิ่มขึ้น
เพราะวุฒิสภามีบทบาทต่อการให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระหลายแห่ง รวมถึงมีอำนาจสำคัญในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ฝ่ายวิจารณ์จึงตั้งข้อสังเกตว่า หากเครือข่ายทางการเมืองใดสามารถครองทั้งเสียง สส.และ สว.ได้พร้อมกัน อำนาจต่อรองทางการเมืองย่อมสูงขึ้นอย่างมาก
⸻
🌊 “อนุทิน” เจอศึกสองด้าน คดี ส.ว.-น้ำท่วม
แรงกดดันไม่ได้มาจากคดีเลือก ส.ว.เพียงเรื่องเดียว
รัฐบาลยังต้องรับมือกับวิกฤตน้ำท่วมในหลายพื้นที่
โดยเฉพาะหลังฝนตกหนักในกรุงเทพฯ ช่วงปลายเดือนกันยายน ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมขัง และสร้างเสียงวิจารณ์ต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการ
รัฐบาลยังต้องจับตาฝนระลอกใหม่และมวลน้ำจากพื้นที่ภาคกลางที่ไหลเข้าสู่ลุ่มเจ้าพระยา
หากสถานการณ์ลุกลาม ความไม่พอใจของประชาชน โดยเฉพาะคนเมือง อาจยิ่งกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองซ้ำเติมรัฐบาล
คดี ส.ว.กดจากด้านหนึ่ง
น้ำท่วมกดจากอีกด้าน
รัฐบาลสีน้ำเงินจึงอยู่ในภาวะที่แทบไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาด
⸻
⚖️ ศาลกลายเป็นสนามรบสำคัญ
อีกสมรภูมิที่ต้องจับตาคือกระบวนการศาล
หลัง กกต.มีมติส่งเรื่องผู้ถูกกล่าวหา 77 รายเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี โดยมี ส.ว.ปัจจุบัน 26 คนรวมอยู่ด้วย ขณะที่บุคคลระดับแกนนำบางรายไม่ได้ถูกส่งดำเนินคดี
มติดังกล่าวกลับยิ่งทำให้เกิดข้อถกเถียง
โดยเฉพาะจาก ส.ว.สำรองที่เดินหน้าขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสอบกระบวนการวินิจฉัยของ กกต.อีกครั้ง
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า
ศาลจะเปิดไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมมากเพียงใด
รวมถึงจะมีการเรียกบุคคลระดับแกนนำทางการเมืองเข้าชี้แจงหรือไม่
หากศาลเปิดพื้นที่ให้มีการไต่สวนพยานหลักฐานใหม่อย่างกว้างขวาง เกมการเมืองอาจเปลี่ยนทันที
⸻
🔥 “อีลิต” เริ่มขยับ ฝ่ายอนุรักษ์ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน
สัญญาณอีกด้านที่น่าจับตาคือความเคลื่อนไหวของบุคคลระดับอดีตผู้มีบทบาทในองค์กรตรวจสอบและวงการกฎหมาย
บนเวทีเสวนาเมื่อวันที่ 30 ก.ย. มีบุคคลอย่าง
จรัญ ภักดีธนากุล
วิชา มหาคุณ
รวมถึง สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย
ออกมาแสดงความเห็นต่อคดีเลือก ส.ว.อย่างเข้มข้น
ภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า “ฝ่ายอนุรักษนิยม” ไม่ได้มีจุดยืนเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมดอีกต่อไป
บางส่วนอาจยอมรับการเติบโตของพรรคภูมิใจไทย
แต่บางส่วนกลับมองว่าการขยายอำนาจของค่ายสีน้ำเงินกำลังมากเกินขอบเขตที่ยอมรับได้
นี่จึงเป็นศึกที่ซับซ้อนกว่า “ฝ่ายรัฐบาลปะทะฝ่ายค้าน”
แต่คือ
“ศึกภายในกลุ่มอำนาจเดิม”
⸻
🧨 ปลุก “รัฐพันลึก” ทิ้งค่ายน้ำเงิน?
ม็อบบนท้องถนนในเวลานี้ยังไม่มีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนรัฐบาลได้โดยลำพัง
ทั้งเครือข่ายมวลชนฝ่ายอนุรักษนิยมเก่า และมวลชนฝ่ายก้าวหน้า ต่างยังไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมระดับเดียวกับวิกฤตการเมืองในอดีต
ดังนั้นสมรภูมิที่แท้จริงจึงอาจไม่ได้อยู่บนถนน
แต่อยู่ใน
ศาล
องค์กรตรวจสอบ
เครือข่ายชนชั้นนำ
และกลไกอำนาจที่นักวิเคราะห์บางกลุ่มเรียกว่า
“รัฐพันลึก”
คำถามใหญ่จึงไม่ใช่เพียงว่า พรรคภูมิใจไทยจะต้านแรงกดดันได้หรือไม่
แต่คือ
กลุ่มอำนาจที่เคยสนับสนุนหรือยอมรับค่ายสีน้ำเงิน จะยังเลือกอยู่ข้างเดิมต่อไปหรือไม่
⸻
⚡ ศึกแก้รัฐธรรมนูญ อีกด่านสกัด “ลาสต์บอส”
อีกแนวรบคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
โดยเฉพาะที่มาของ ส.ว. และกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
ฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนระบบมองว่า หากโครงสร้างการเลือกและแต่งตั้งยังเปิดช่องให้เสียงในรัฐสภามีอำนาจกำหนดตัวบุคคลได้มาก ก็อาจเกิดข้อครหาเรื่องการจัดตั้งเครือข่ายอำนาจขึ้นมาอีก
ดังนั้น การต่อสู้เรื่อง สสร.จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “เขียนรัฐธรรมนูญใหม่”
แต่เป็นการต่อสู้ว่า
ใครจะเป็นคนเขียนกติกาการเมืองชุดต่อไป
⸻
🚨 เกมสุดท้าย อาจไม่จบในสภา
ภาพการเมืองไทยขณะนี้จึงคล้ายกำลังเดินเข้าสู่ “ทางแยก”
รัฐบาลสีน้ำเงินมีทั้งฐาน สส. เครือข่ายบ้านใหญ่ และกำลังทางการเมืองในวุฒิสภาที่ฝ่ายวิจารณ์มองว่าแข็งแรง
ขณะที่ฝ่ายต่อต้านก็เริ่มใช้ทุกกลไกที่มี
ทั้งการเปิดโปง
การดำเนินคดี
การเคลื่อนไหวของนักกฎหมาย
มวลชนนอกสภา
และแรงกดดันจากชนชั้นนำ
เป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้รัฐบาลเสียคะแนนนิยม
แต่คือการเปลี่ยน “สมการอำนาจ” ทั้งระบบ
ศึกครั้งนี้จึงมีเดิมพันสูงกว่าการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี
เพราะหากข้อกล่าวหาเรื่องการครอบงำ สว.และองค์กรอิสระสามารถพิสูจน์ได้จนกระทบถึงโครงสร้างใหญ่ของเครือข่ายการเมือง ผลสะเทือนอาจลามไปถึงทั้งรัฐบาลและสมดุลอำนาจภายในประเทศ
แต่หากค่ายสีน้ำเงินสามารถผ่านคดีและแรงกดดันทั้งหมดไปได้
“ระบอบสีน้ำเงิน” ก็อาจยิ่งแข็งแรงกว่าเดิม
ท้ายที่สุด จึงต้องจับตาว่า
“อีลิต” จะสามารถเปลี่ยนทิศทางของกลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลังการเมืองไทยได้หรือไม่
และที่สำคัญที่สุด—
ศึกโค่น “ลาสต์บอส” จะจบที่ศาล
จบที่การเลือกตั้ง
หรือจะพาการเมืองไทยกลับไปสู่สูตร “ล้มกระดาน” อีกครั้ง
นี่คือเกมอำนาจที่เดิมพันด้วยโครงสร้างการเมืองไทยทั้งระบบ
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง:กรุงเทพธุรกิจ
#รัฐพันลึก #คดีฮั้วสว #ฮั้วสว #สว #กกต #ภูมิใจไทย #รัฐบาล #อนุทิน #ลาสต์บอส #ระบอบสีน้ำเงิน #แก้รัฐธรรมนูญ #การเมืองไทย #วิหคนิวส์ #กรุงเทพธุรกิจ
