เรื่องฮอต ประเด็นฮิต » วัส เปิดคำร้อง 17 หน้า ปมฮั้ว สว. ถูกยกระดับสู่ข้อกล่าวหา “รัฐประหารเงียบ”

วัส เปิดคำร้อง 17 หน้า ปมฮั้ว สว. ถูกยกระดับสู่ข้อกล่าวหา “รัฐประหารเงียบ”

4 October 2026
40   0

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มที่ 11 กลุ่มอาชีพผู้ประกอบการท่องเที่ยว ได้ยื่นคำร้องความยาว 17 หน้า ต่ออัยการสูงสุด เลขรับคำร้องที่ 42763/2569 ขอให้อัยการสูงสุดส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49

เนื้อหาคำร้องมุ่งขอให้ตรวจสอบพฤติการณ์ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าเป็นการบ่อนทำลายระบอบการปกครอง โดยไม่ได้มุ่งเพียงขอให้ยกเลิกผลการเลือก สว. เป็นรายบุคคล แต่เสนอให้ตรวจสอบพฤติการณ์ที่ผู้ร้องอ้างว่าเชื่อมโยงกันตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง วันลงคะแนน ไปจนถึงการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. ในปัจจุบันและอนาคต

🚨 คำร้องกล่าวหา 2 ขบวนการ รวมผู้ถูกร้อง 161 คน

คำร้องระบุถึงพฤติการณ์ที่ผู้ร้องกล่าวหาว่าเป็นขบวนการจัดตั้งเพื่อยึดครองพื้นที่ในวุฒิสภา โดยอ้างว่ามี สว. ที่เกี่ยวข้องจำนวน 159 ที่นั่ง หรือประมาณ 80% ของวุฒิสภา
แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 “ขบวนการ สว.สีน้ำเงิน” ผู้ร้องกล่าวหาว่ามีผู้บงการภายนอกซึ่งเป็นแกนนำพรรคการเมือง 1 คน และผู้รับการบงการ 138 คน

กลุ่มที่ 2 “ขบวนการ สว.ประชาชน” ผู้ร้องกล่าวหาว่ามีผู้บงการภายนอกซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มกิจกรรมทางการเมือง 1 คน และผู้รับการบงการ 21 คน พร้อมตัวสำรองอีก 24 คน

ทั้งหมดเป็นรายละเอียดตามข้อกล่าวอ้างที่ปรากฏในคำร้อง ไม่ใช่ข้อยุติของศาล
📝 โพยลับ–การลงคะแนน–ข้อกล่าวหาเรื่องการต่างตอบแทน

คำร้องยังกล่าวถึงพฤติการณ์ที่ผู้ร้องอ้างว่าเกี่ยวข้องกับการเกณฑ์บุคคลเข้ามาสมัคร สว. การชักจูงด้วยค่าตอบแทน และการจัดประชุมลับที่ห้องจูปิเตอร์ 11–13 อิมแพค เมืองทองธานี

ผู้ร้องอ้างว่ามีการยึดโทรศัพท์และติดสายรัดข้อมือ ก่อนมีการส่งตารางโพยลงคะแนนให้ผู้เข้าร่วม

นอกจากนี้ คำร้องระบุว่าพบรูปแบบการลงคะแนนที่มีชุดตัวเลขและกากบาทตรงกันตามตารางโพยจำนวน 11 ใบในกลุ่ม 11 และอ้างว่าผลการลงคะแนนตรงกับโพยที่เผยแพร่ต่อสื่อมวลชน

อีกประเด็นที่ถูกกล่าวถึงคือข้อกล่าวหาเรื่อง “ท่อน้ำเลี้ยง” และการต่างตอบแทนภายหลังได้รับตำแหน่ง โดยผู้ร้องอ้างว่ามีการใช้สิทธิแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานประจำตัว สว. จำนวน 8 อัตรา ซึ่งมีงบประมาณ 129,000 บาทต่อเดือนต่อคน และกล่าวหาว่าเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้คืนทุนให้กับกลุ่มโหวตเตอร์ในพื้นที่

🔎 ขอเรียกสำนวน DSI–กกต. ตรวจสอบสายการเชื่อมโยง

คำร้องขอให้ศาลเรียกเอกสารฉบับเต็มจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบสิ่งที่ผู้ร้องเรียกว่า “สายการเชื่อมโยง”
ส่วนหนึ่งอ้างถึงสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้แก่ คดีสืบสวนที่ 103/2567 และคดีพิเศษที่ 24/2568 โดยอ้างว่ามีการตรวจสอบธุรกรรมธนาคารประมาณ 1,200 รายการ บันทึกข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ประมาณ 20,000 หมายเลข รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับ สว. และผู้ช่วยใน 45 จังหวัด

อีกส่วนหนึ่งอ้างถึงสำนวนของ กกต. คณะที่ 26 ซึ่งผู้ร้องระบุว่ามีเอกสารจำนวนประมาณ 75,722 หน้า ครอบคลุมผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย รวมถึงแกนนำทางการเมือง 22 ราย
ตัวเลขและรายละเอียดทั้งหมดข้างต้นเป็นข้อมูลที่ระบุอยู่ในคำร้องตามที่ผู้เขียนนำเสนอ

⚖️ ผู้ร้องยก ม.49 อ้างภัยคุกคามยังดำเนินต่อ

ในด้านข้อกฎหมาย ผู้ร้องเสนอเหตุผล 3 ประการเพื่อสนับสนุนการขอให้พิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49

ประการแรก คือมองว่าการกระทำที่กล่าวหาว่าเป็นการฮั้ว สว. ไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงวันที่ประกาศผลการเลือก แต่ยังอาจส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภา เช่น การเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา การแต่งตั้งประธานกรรมาธิการ 21 คณะ ตลอดจนการให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ

ประการที่สอง ผู้ร้องอ้างว่ามีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินและสำนวนคดีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในมุมมองของผู้ร้องแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อการครอบงำอำนาจนิติบัญญัติ

ประการที่สาม ผู้ร้องระบุว่าคำขอท้ายคำร้องต้องการให้มีคำสั่งยุติการกระทำที่มีลักษณะ “บล็อกโหวต” และการยอมรับการครอบงำจากบุคคลภายนอก โดยอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 และขอให้มีผลต่อการกระทำในอนาคต

💥 ยกกรอบ “รัฐประหารเงียบ” หากข้อกล่าวหาพิสูจน์ได้

ในส่วนการวิเคราะห์เชิงรัฐศาสตร์ ผู้เขียนคำร้องเสนอแนวคิด “รัฐประหารเงียบ” (Soft Coup / Constitutional Coup) โดยเปรียบเทียบกับรัฐประหารแบบดั้งเดิมที่ใช้อำนาจทางทหารกับการเปลี่ยนแปลงอำนาจผ่านกลไกภายในรัฐธรรมนูญ
เนื้อหาดังกล่าวเสนอว่า หากข้อกล่าวหาว่ามีการจัดตั้งและสั่งการ สว. จากบุคคลภายนอกได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง อาจนำไปสู่การครอบครองพื้นที่ขององค์กรที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ และส่งผลต่อการแต่งตั้งหรือให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรตรวจสอบต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่อง “รัฐประหารเงียบ” ในเนื้อหานี้เป็น กรอบการวิเคราะห์และข้อเสนอเชิงรัฐศาสตร์ของผู้เขียน ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่ามีการรัฐประหารหรือมีการล้มล้างการปกครองเกิดขึ้นแล้ว

⚖️ ย้ำหลักนิติธรรม ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน

เนื้อหายังเสนอว่าการพิจารณาคำร้องต้องรักษาสมดุลระหว่างการพิทักษ์เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญกับหลักกระบวนการยุติธรรม โดยแบ่งประเด็นการตรวจสอบออกเป็น 3 ชั้น

ชั้นแรก ตรวจสอบความสุจริตของการได้มาซึ่งตำแหน่ง ผ่านพฤติการณ์จัดตั้งและเส้นทางการเงินจากสำนวน DSI และ กกต.
ชั้นที่สอง ตรวจสอบความเป็นอิสระในการใช้อำนาจ แยกแยะระหว่างการมีความคิดเห็นทางการเมืองตรงกันกับการรับคำสั่งจากบุคคลภายนอก โดยยกตัวอย่างหลักฐานที่อาจใช้พิสูจน์ เช่น บันทึกการประชุม ข้อความสั่งการ หรือเส้นทางผลประโยชน์
ชั้นที่สาม ตรวจสอบความรับผิดชอบตามกฎหมาย โดยไม่คุ้มกันผู้ดำรงตำแหน่งจากการตรวจสอบ แต่ขณะเดียวกันต้องไม่ตัดสินบุคคลก่อนผ่านกระบวนการที่เป็นธรรมและพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน
🇹🇭 วัส ติงสมิตร: คำร้องคือบททดสอบระบบยุติธรรม

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ซึ่งเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ระบุว่า คำร้องวันที่ 23 กันยายน 2569 ไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาททางการเมืองระหว่างกลุ่มผู้เสียประโยชน์กับผู้ชนะการเลือก สว. แต่เป็น “แบบทดสอบครั้งใหญ่ของระบบยุติธรรมไทย”

เนื้อหาทิ้งท้ายด้วยแนวคิดว่า ประชาธิปไตยอาจไม่ได้ถูกทำลายเฉพาะจากการใช้กำลังหรือรถถังยึดอำนาจ แต่ยังอาจถูกบ่อนทำลายจากการใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจ ซึ่งผู้เขียนเรียกร้องให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างจริงจัง โปร่งใส และยึดพยานหลักฐานตามหลักนิติธรรม

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้ว การจัดตั้ง การครอบงำ และเส้นทางการเงินที่กล่าวถึงทั้งหมด เป็นเนื้อหาตามคำร้องและบทความของผู้เขียน ซึ่งยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและพิสูจน์ตามกฎหมาย

สำนักข่าววิหคนิวส์

อ้างอิง: วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ เผยแพร่วันที่ 4 ตุลาคม 2569
#ฮั้วสว #เลือกสว #สว2567 #รัฐประหารเงียบ #มาตรา49 #รัฐธรรมนูญ #วุฒิสภา #กกต #DSI #หลักนิติธรรม #การเมืองไทย #วิหคนิวส์