3 ตุลาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “เจาะลึกคดีฮั้ว สว.: เปิดข้อโต้แย้งคำร้องกลุ่ม สว. ยื่น ป.ป.ช. เมื่อความโปร่งใสถูกมองเป็นผิดจริยธรรม?” แสดงความคิดเห็นต่อกรณีกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มอบอำนาจให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อย ในข้อกล่าวหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
นายวัสเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวมีข้อโต้แย้งทั้งด้านข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพฤติการณ์ของผู้ร้อง พร้อมตั้งคำถามถึงความเท่าเทียมในการใช้มาตรฐานทางจริยธรรมกับกรรมการ กกต. ที่เปิดเผยเหตุผลการลงมติในคดีฮั้วเลือก สว.
⚖️ 1. ปมข้อตกลงก่อนแถลงข่าวผลมติ กกต.
นายวัสระบุว่า ก่อนการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ประชุม กกต. มีข้อตกลงให้ประธาน กกต. แจ้งผลการลงมติในแต่ละข้อกล่าวหาว่าเป็นมติเอกฉันท์หรือมติเสียงข้างมาก พร้อมระบุสัดส่วนคะแนน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน
อย่างไรก็ตาม นายวัสกล่าวว่า ในการแถลงข่าววันดังกล่าว นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้อธิบายเหตุผลในการพิจารณาพยานหลักฐาน แต่เมื่อถูกถามถึงผลคะแนนในแต่ละข้อกล่าวหา กลับระบุว่าจำไม่ได้ เนื่องจากมีผู้ถูกร้องจำนวนมาก และให้รอเอกสารประชาสัมพันธ์จากสำนักงาน กกต.
🔎 2. เหตุผลที่ กกต.เสียงข้างน้อยออกมาชี้แจง
นายวัสระบุว่า วันที่ 15 กันยายน 2569 นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสัดส่วนคะแนนในแต่ละประเด็น เช่น 5 ต่อ 2, 6 ต่อ 1 หรือมติเอกฉันท์ พร้อมอธิบายเหตุผลของฝ่ายเสียงข้างน้อยในการพิจารณาพยานหลักฐาน
ในมุมมองของนายวัส การชี้แจงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลครบถ้วนและเข้าใจเหตุผลของกรรมการทั้งสองฝ่าย โดยเป็นการอธิบายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการลงมติซึ่งประธาน กกต. ได้แถลงต่อสาธารณะไปแล้ว
🏛️ 3. ยกเหตุผลว่าคดีมีมติแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ระหว่างพิจารณา
นายวัสให้เหตุผลว่า กกต. ได้พิจารณาคดีฮั้วเลือก สว. และมีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 แล้ว จึงเห็นว่าข้อมูลเกี่ยวกับเหตุผลการลงมติไม่ใช่เรื่องที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
เขามองว่า เมื่อประธาน กกต. เปิดเผยเหตุผลในการลงมติของฝ่ายเสียงข้างมากต่อสื่อมวลชนแล้ว การที่กรรมการเสียงข้างน้อยออกมาชี้แจงเหตุผลของตนเองในลักษณะเดียวกัน ย่อมมีประเด็นให้พิจารณาว่าเป็นการเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง
ทั้งนี้ ข้อสรุปเกี่ยวกับการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมยังต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และการพิจารณาของหน่วยงานที่มีอำนาจ
⚡ 4. ตั้งคำถามถึงการใช้มาตรฐานเดียวกัน
นายวัสตั้งข้อสังเกตว่า หากการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสำนวน เหตุผลการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หรือผลการประชุม กกต. ถูกมองว่าเป็นการเปิดเผยความลับและฝ่าฝืนจริยธรรม ก็ควรพิจารณาการเปิดเผยข้อมูลของกรรมการ กกต. ทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกัน
เขาจึงตั้งคำถามว่า เหตุใดคำร้องจึงมุ่งไปที่นายสิทธิโชติเพียงคนเดียว โดยไม่ได้กล่าวหานายณรงค์ ซึ่งเป็นประธาน กกต. และได้ชี้แจงเหตุผลการลงมติของฝ่ายเสียงข้างมากต่อสาธารณะเช่นกัน
🔥 5. ชี้ข้อร้องเรียนอาจย้อนกลับถึงกลุ่ม สว. ผู้ร้อง
นายวัสกล่าวถึงบริบทของคดีว่า มี สว. จำนวนหนึ่งถูกกล่าวหาหรือถูกตรวจสอบเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่อาจเชื่อมโยงกับการฮั้วเลือก สว. โดยระบุว่า การที่ กกต.เสียงข้างมากมีมติยกคำร้องในบางส่วน ขณะที่กรรมการเสียงข้างน้อยมีความเห็นแตกต่างกัน อาจทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับผลประโยชน์ของผู้ร้องเรียน
เขาเห็นว่า การร้องเรียนเฉพาะกรรมการเสียงข้างน้อยอาจถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือมุ่งรักษาประโยชน์ของกลุ่มตนเอง และเสนอว่าพฤติการณ์ของผู้ร้องก็ควรได้รับการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทางจริยธรรมเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อโต้แย้งและข้อสังเกตของนายวัส ไม่ใช่ข้อวินิจฉัยว่ากลุ่ม สว. ผู้ร้องกระทำผิดจริยธรรมแล้ว
📌 6. สรุปมุมมอง “ดาบสองคม”
นายวัสสรุปว่า การยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบ กกต.เสียงข้างน้อย อาจกลายเป็นประเด็นย้อนกลับไปสู่การตรวจสอบพฤติการณ์ของผู้ร้องเอง หากมีผู้ยื่นเรื่องให้พิจารณาว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานทางจริยธรรมและหลักความเป็นกลางหรือไม่
เขามองว่า ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และการใช้มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างเท่าเทียม โดยผลสุดท้ายต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำนักข่าววิหคนิวส์
ที่มา: แนวหน้า / เฟซบุ๊ก “วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง”
#วิหคนิวส์ #วัสติงสมิตร #คดีฮั้วสว #กกต #สิทธิโชติอินทรวิเศษ #ปปช #มาตรฐานทางจริยธรรม #การเมืองไทย2569
