2 ตุลาคม 2569
ร้อนถึง ป.ป.ช.แล้ว!
นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ขอให้ตรวจสอบการดำเนินการของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กรณีโครงการพื้นที่รับน้ำคลองคู้บอน หลังตั้งข้อสงสัยถึงเหตุที่โครงการเดิมไม่ได้เดินหน้าต่อ และขอให้ตรวจสอบว่ามีประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการเอื้อประโยชน์แก่เอกชนหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การยื่นคำร้องดังกล่าวเป็นเพียงการขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ ยังไม่ใช่ข้อวินิจฉัยว่าผู้ว่าฯ กทม.กระทำผิดหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน
💥 ตั้งข้อสงสัยบริษัทอสังหาฯ ถือที่ดินในพื้นที่
นายศรีสุวรรณตั้งข้อสังเกตว่า ในพื้นที่ที่เคยถูกศึกษาสำหรับจัดทำบึงรับน้ำคลองคู้บอน มีที่ดินของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีบุคคลที่เคยเป็นหนึ่งในทีมที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.เกี่ยวข้องอยู่ด้วย
จึงขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบว่า การที่โครงการไม่ได้เดินหน้าสู่กระบวนการเวนคืน มีความเชื่อมโยงกับบุคคลหรือบริษัทดังกล่าวหรือไม่ และเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน การเอื้อประโยชน์ หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามที่ผู้ร้องกล่าวหาหรือไม่
ประเด็นนี้ยังเป็น ข้อกล่าวหาและข้อสงสัยของผู้ร้อง ซึ่งต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจาก ป.ป.ช.
🌊 ย้อนโครงการ “บึงรับน้ำคู้บอน”
พื้นที่บริเวณคลองคู้บอนเคยถูกศึกษาให้เป็นพื้นที่รับและหน่วงน้ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยมีพื้นที่ประมาณ 130 ไร่ และในอดีต กทม.เคยดำเนินขั้นตอนเกี่ยวกับการจัดทำบึงรับน้ำและการเวนคืนที่ดิน
ข้อมูลย้อนหลังในปี 2563 ระบุว่า กทม.เคยเตรียมผลักดันการกำหนดเขตเวนคืนเพื่อจัดทำบึงรับน้ำคลองคู้บอน หลังชุมชนในพื้นที่เรียกร้องให้เร่งโครงการ เนื่องจากมีความกังวลเรื่องการถมและเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน
แต่ในเวลาต่อมาโครงการรูปแบบเดิมไม่ได้เดินหน้าสู่การก่อสร้าง ทำให้กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งหลังกรุงเทพฯ เผชิญน้ำท่วมหนัก
🔥 “ศรีสุวรรณ” จี้ถาม 11,000 ล้านมาจากไหน
หนึ่งในประเด็นสำคัญของคำร้องคือเรื่อง วงเงินโครงการ
ฝ่าย กทม.ชี้แจงว่า หากดำเนินโครงการบึงคู้บอนและบึงบางชันตามแนวทางเดิม จะต้องใช้งบประมาณรวมประมาณ 11,000 ล้านบาท โดยเฉพาะค่าเวนคืนที่ดินเอกชนมากกว่า 5,000 ล้านบาท รวมถึงต้นทุนสร้างระบบนำน้ำเข้า–ออก สถานีสูบน้ำ และโครงสร้างประกอบอื่น ๆ
แต่นายศรีสุวรรณนำข้อมูลอีกชุดมาตั้งคำถาม โดยระบุว่า ในช่วงที่มีการศึกษาพื้นที่ ราคาที่ดินประมาณไร่ละ 3 ล้านบาท หากคิดพื้นที่ 130 ไร่จะอยู่ที่ประมาณ 390 ล้านบาท และเมื่อรวมค่าก่อสร้างที่ประเมินไว้ราว 1,000 ล้านบาท จะอยู่ที่ประมาณ 1,390 ล้านบาท
จึงตั้งคำถามว่า ตัวเลขจากประมาณ 1,390 ล้านบาทเพิ่มขึ้นเป็น 11,000 ล้านบาทได้อย่างไร และขอให้มีการตรวจสอบที่มาของวงเงินดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 1,390 ล้านบาทเป็นการคำนวณที่ฝ่ายตั้งคำถามนำมาเปรียบเทียบ ขณะที่ตัวเลข 11,000 ล้านบาทของ กทม.เป็นการประเมินที่รวมค่าเวนคืนและระบบบริหารน้ำประกอบโครงการ จึงเป็นคนละฐานการคำนวณและยังต้องตรวจสอบรายละเอียดเปรียบเทียบกันต่อไป
⚠️ กทม.โต้ ไม่ได้ “ยกเลิกพระราชดำริ”
อีกประเด็นที่ต้องแยกให้ชัด คือคำกล่าวที่ว่า กทม.ยกเลิก “โครงการแก้มลิงตามพระราชดำริ”
นายชัชชาติชี้แจงเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมว่า กรุงเทพมหานครยังคงใช้แนวคิดแก้มลิงในการบริหารจัดการน้ำ และปัจจุบันมีพื้นที่แก้มลิง 38 แห่ง พร้อมเตรียมเพิ่มอีก 7 แห่ง รวมเป็น 45 แห่ง
สำหรับพื้นที่บึงคู้บอนและบึงบางชัน นายชัชชาติระบุว่า ไม่ได้เป็นพื้นที่ที่มีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการโดยตรง แต่เป็นพื้นที่ที่ที่ปรึกษาเลือกขึ้นมาเพื่อนำหลักการ “แก้มลิง” มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการน้ำ
ดังนั้น ข้อถกเถียงในขณะนี้จึงอยู่ที่การเลือกวิธีบริหารจัดการน้ำและความคุ้มค่าของพื้นที่ มากกว่าการยกเลิกแนวคิดแก้มลิงทั้งหมด
💰 กทม.ชูทางเลือก 6,500 ล้าน
ฝ่าย กทม.อธิบายว่า หลังประเมินต้นทุนของบึงคู้บอนและบึงบางชันประมาณ 11,000 ล้านบาท จึงศึกษาทางเลือกอื่น โดยเสนอพัฒนาระบบคลองสายหลักแนวเหนือ–ใต้ เชื่อมระบบระบายน้ำและอุโมงค์ ใช้งบประมาณประมาณ 6,500 ล้านบาท
กทม.ให้เหตุผลว่า แนวทางดังกล่าวสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการลำเลียงและระบายน้ำได้โดยใช้งบประมาณต่ำกว่าแนวทางซื้อและเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างบึงขนาดใหญ่
🔥 ศึกนี้ต้องรอ ป.ป.ช.ตรวจหลักฐาน
ประเด็น “แก้มลิงคู้บอน” จึงมีข้อถกเถียงอย่างน้อย 3 เรื่องใหญ่
หนึ่ง — เหตุใดโครงการรูปแบบเดิมจึงไม่ได้เดินหน้าต่อ
สอง — ที่มาของตัวเลขต้นทุนประมาณ 11,000 ล้านบาท แตกต่างจากตัวเลขที่ฝ่ายผู้ร้องนำมาเปรียบเทียบอย่างไร
และสาม — การมีที่ดินของเอกชนที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าเชื่อมโยงกับอดีตที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจของกรุงเทพมหานครหรือไม่
จากนี้จึงอยู่ที่กระบวนการของ ป.ป.ช.ว่าจะรับเรื่องเข้าสู่การตรวจสอบในขั้นตอนใด และพยานหลักฐานจะสามารถตอบข้อสงสัยเหล่านี้ได้หรือไม่
เพราะในอีกด้านหนึ่ง กทม.ยืนยันว่าเป็นการเลือกแนวทางบริหารน้ำตามหลักวิศวกรรมและความคุ้มค่า ขณะที่อีกด้านผู้ร้องต้องการให้ตรวจสอบว่าเบื้องหลังการไม่เดินหน้าโครงการเดิมมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
ศึก “แก้มลิงคู้บอน” จึงยังไม่จบ และครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำ แต่กำลังเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช.
#ศรีสุวรรณ #ชัชชาติ #ปปช #แก้มลิงคู้บอน #แนวพระราชดำริ #อุโมงค์ระบายน้ำ #คลองคู้บอน #กรุงเทพมหานคร #น้ำท่วมกทม #เวนคืนที่ดิน #สร้างหมู่บ้านจัดสรร #ผลประโยชน์ทับซ้อน #บริหารจัดการน้ำ #การเมืองไทย #วิหคนิวส์ #ไทยโพสต์
