⚖️ เมื่อการดำเนินคดีรายบุคคลอาจไม่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง นักกฎหมายบนเวทีราชบัณฑิตยสภาเสนออีกเส้นทาง นำปมกระบวนการเลือก สว. เข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อคลี่คำถามใหญ่—การได้มาซึ่งสภาสูงชุดนี้สุจริตและเที่ยงธรรมเพียงใดประเด็น “คดีฮั้ว สว.” กำลังขยับจากคำถามว่า ใครทำผิด ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ หากพบความบกพร่องอย่างเป็นระบบแล้ว จะกระทบต่อความชอบธรรมของกระบวนการเลือก สว. ทั้งชุดหรือไม่รัฐธรรมนูญปี 2560 วางระบบให้สมาชิกวุฒิสภา 200 คนมาจากการเลือกกันเองของผู้สมัคร 20 กลุ่ม โดยหวังให้เกิดตัวแทนจากหลากหลายวิชาชีพและลดอิทธิพลจากพรรคการเมืองแต่หลังการเลือก สว. กลับเกิดข้อร้องเรียนและข้อกล่าวหาจำนวนมาก ทั้งเรื่องการจัดตั้งผู้สมัคร การลงคะแนนเป็นกลุ่ม การใช้ “โพย” และความเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัครบางส่วน จนกลายเป็นคดีที่หน่วยงานเกี่ยวข้องต้องตรวจสอบต่อเนื่อง
🚨 “สิทธิโชติ” เปิดข้อกังขา ตั้งแต่ระดับอำเภอถึงระดับประเทศนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีความเห็นแตกต่างจากเสียงข้างมากในบางประเด็นของคดี ได้หยิบยกข้อสังเกตบนเวทีเสวนาว่า พฤติการณ์หลายอย่างควรถูกตรวจสอบให้ละเอียดตั้งแต่การสมัครที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าไม่ตรงกลุ่มอาชีพ การออกค่าใช้จ่ายแทนผู้สมัคร ตลอดจนข้อกล่าวหาเรื่อง “โพย” ในวันเลือกระดับประเทศประเด็นเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อกล่าวหาและข้อสงสัยที่ต้องพิสูจน์ตามกระบวนการกฎหมาย ไม่ใช่ข้อสรุปว่าผู้สมัครหรือ สว. ทั้งหมดกระทำผิด
📊 “โคทม” ชี้โจทย์ใหญ่ อยู่ที่รูปแบบคะแนนรศ.ดร.โคทม อารียา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ตั้งข้อสังเกตต่อรูปแบบการลงคะแนนและโครงสร้างของระบบเลือกกันเอง โดยมองว่าต้องตรวจสอบว่า ระบบดังกล่าวเปิดโอกาสให้เครือข่ายที่มีการจัดการคะแนนเป็นระบบได้เปรียบผู้สมัครอิสระหรือไม่เพราะเมื่อผู้สมัครต้องเลือกกันเองและมีการลงคะแนนไขว้ระหว่างกลุ่ม “เครือข่าย” ย่อมกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจมีผลต่อผลการเลือก
🔥 ปม กกต. ยิ่งเพิ่มแรงกดดันอีกด้านหนึ่ง กระบวนการพิจารณาของ กกต. ถูกตั้งคำถามจากผู้ร่วมเสวนา ทั้งเรื่องการทำงานของคณะสืบสวนและไต่สวนแต่ละชุด ความล่าช้าในการดำเนินการ และการพิจารณาพยานหลักฐานจากหน่วยงานสอบสวนอื่นโดยเฉพาะมติ 4 ต่อ 3 ของ กกต. ที่ไม่เห็นด้วยกับการรับพยานหลักฐานและความเห็นจากสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามาประกอบการพิจารณา ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์
⚖️ “วัส” ย้ำ ดุลพินิจต้องสุจริต-เที่ยงธรรมนายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอหลักกฎหมายมหาชนว่า การใช้อำนาจดุลพินิจขององค์กรรัฐต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุจริต ความเที่ยงธรรม และปราศจากอคติหากมีพยานหลักฐานสำคัญที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่มีหน้าที่วินิจฉัยจึงต้องสามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดจึงรับหรือไม่รับหลักฐานดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา
💥 “จรัญ” มองสอยรายคน อาจไม่จบปัญหาศ.(พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสนออีกมุมว่า หากดำเนินคดีกับ สว. เป็นรายบุคคลผ่านศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง กระบวนการอาจใช้เวลา และแม้บุคคลใดพ้นจากตำแหน่ง ก็ยังมีกลไกเลื่อนผู้สมัครสำรองขึ้นมาทดแทนตามกฎหมายคำถามจึงอยู่ที่ว่า หากปัญหาเกิดจาก “กระบวนการ” มากกว่าตัวบุคคล การแก้ปัญหาเป็นรายคนจะเพียงพอหรือไม่
🚨 เปิดช่องศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจทั้งกระบวนการหนึ่งในข้อเสนอสำคัญจากเวที คือการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านช่องทางและผู้มีสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อขอให้พิจารณาปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกระบวนการเลือก สว.หากมีการยื่นคำร้องจริง ศาลจะต้องพิจารณาก่อนทั้งเรื่องอำนาจศาล ช่องทางการยื่น และเงื่อนไขการรับคำร้อง ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาของคดีดังนั้น ข้อเสนอเรื่องการ “ล้มกระดาน” หรือทำให้การเลือก สว. ทั้งชุดสิ้นผล จึงยังเป็น ข้อเสนอและแนววิเคราะห์ทางกฎหมาย ไม่ใช่ผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นแล้ว
🔥 “วิชา” เตือน ผลสะเทือนไม่หยุดแค่เก้าอี้ สว.ศ.(พิเศษ) วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ชี้ว่า ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเพราะวุฒิสภามีบทบาทตามรัฐธรรมนูญในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญในองค์กรตามรัฐธรรมนูญหลายแห่งหากความชอบธรรมของกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง ย่อมเกิดข้อถกเถียงต่อเนื่องถึงความไว้วางใจต่อกระบวนการแต่งตั้งองค์กรตรวจสอบเหล่านั้นด้วย
🍎 “ผลไม้พิษ” ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังบนเวทีมีการเปรียบเทียบปัญหานี้กับแนวคิด “ผลไม้จากต้นไม้พิษ” เพื่ออธิบายว่า หากต้นทางของกระบวนการมีปัญหา ผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องออกมาอาจถูกตั้งคำถามตามไปด้วยอย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายไทย ไม่ได้หมายความว่า การกระทำหรือการแต่งตั้งทุกอย่างของ สว. จะตกเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ แต่แต่ละกรณียังต้องพิจารณาตามบทบัญญัติ อำนาจศาล และผลของคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้อง
⚡ ศึกนี้จึงใหญ่กว่า “สอย สว.”บททดสอบสำคัญของคดีนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า สว. คนใดจะถูกดำเนินคดีหรือพ้นจากตำแหน่งแต่คือคำถามว่า ระบบเลือก สว. สามารถป้องกันการจัดตั้ง การควบคุมคะแนน และการแทรกแซงจากเครือข่ายการเมืองได้จริงหรือไม่และหากพิสูจน์ได้ว่าความผิดปกติเกิดขึ้นในระดับโครงสร้าง กลไกทางกฎหมายที่มีอยู่จะสามารถฟื้นความเชื่อมั่นต่อวุฒิสภาและระบบตรวจสอบอำนาจรัฐได้เพียงใดนี่คือเดิมพันที่ใหญ่กว่าชะตาของ สว. รายใดรายหนึ่ง เพราะปลายทางคือ ความน่าเชื่อถือของระบบรัฐธรรมนูญและกลไกถ่วงดุลอำนาจของประเทศ
สำนักข่าววิหคนิวส์
#คดีฮั้วสว #ฮั้วสว #กกต #ศาลรัฐธรรมนูญ #ศาลฎีกา #วุฒิสภา #รัฐธรรมนูญ #สิทธิโชติ อินทรวิเศษ #โคทม อารียา #วัส ติงสมิตร #จรัญ ภักดีธนากุล #วิชา มหาคุณ #การเมืองไทย #วิหคนิวส์ #สยามรัฐ
