22 กันยายน 2569
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เผยแพร่บทความหัวข้อ “เมื่อ ‘ช่องทางพิเศษ’ กลายเป็น ‘ช่องทางปิดล้อม’: วิกฤตอำนาจตรวจสอบองค์กรอิสระกับสิทธิที่หายไปของประชาชน” ผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 โดยหยิบยกคดีที่นายศิริโชค โสภา ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่และประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 กรณีกล่าวหาความล่าช้าในการไต่สวนคดีรับประโยชน์อื่นใดของ สส. รายหนึ่ง
นายวัสระบุว่า ประเด็นสำคัญของคดีไม่ได้อยู่เพียงว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ แต่อยู่ที่ “เขตอำนาจศาล” และคำถามว่าประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจะสามารถนำคดีเข้าสู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้หรือไม่ หากผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในองค์กรอิสระ
เปิด 3 แนวทางกฎหมายที่ถูกนำมาเปรียบเทียบ
นายวัสหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 ซึ่งเป็นคำพิพากษาโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มาเปรียบเทียบกับคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ทั้ง วท 12/2562 และ วท 12/2569
สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 นายวัสอธิบายว่า วางหลักเกี่ยวกับการใช้ช่องทางพิเศษในการดำเนินคดีผ่าน ป.ป.ช. หรืออัยการสูงสุดว่า เป็นการเพิ่มช่องทางในการดำเนินคดี มิใช่การตัดสิทธิของราษฎรผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีด้วยตนเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2)
ส่วนคำวินิจฉัย วท 12/2562 มีแนวทางที่สอดคล้องกับหลักดังกล่าว โดยในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้อง กกต. และไม่สามารถเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
ขณะที่คำวินิจฉัย วท 12/2569 ซึ่งลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 มีแนวทางแตกต่างออกไป โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 เห็นว่าการตรวจสอบบุคคลในองค์กรอิสระมีกระบวนการเฉพาะ และคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
“วัส” ตั้งข้อสังเกตเรื่องสิทธิของประชาชน
นายวัสระบุว่า หากยึดแนวคำวินิจฉัย วท 12/2569 อย่างเคร่งครัด อาจเกิดปัญหาว่าประชาชนไม่สามารถใช้ช่องทางต่าง ๆ ในการฟ้องคดีได้ตามที่เคยเข้าใจ โดยยกประเด็นว่า
- ราษฎรไม่สามารถฟ้องโดยตรงต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ เนื่องจากกฎหมายกำหนดช่องทางการนำคดีเข้าสู่ศาลไว้เฉพาะ
- ขณะเดียวกันอาจไม่สามารถฟ้องโดยตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ หากคดีถูกตีความว่าอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาฯ
- จึงเกิดคำถามทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2)
นายวัสใช้คำว่า “สิทธิล่องหน” (Illusionary Right) อธิบายผลที่เขาเห็นว่าอาจเกิดขึ้นจากแนวทางดังกล่าว
กระทบคดีเก่าที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์
นายวัสยังระบุว่า ผลของแนว วท 12/2569 อาจเกี่ยวข้องกับคดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เคยรับไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ โดยยก คดีนาฬิกาเพื่อน เป็นตัวอย่าง
ในมุมมองของนายวัส หากมีการยกประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นต่อสู้ตามแนว วท 12/2569 ก็อาจนำไปสู่การพิจารณาประเด็นเขตอำนาจของศาลในชั้นอุทธรณ์ โดยแยกออกจากประเด็นว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่
จับตาช่วงเปลี่ยนผ่าน 1 ตุลาคม
นายวัสยังกล่าวถึงกรณีที่คำวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจในคดีของนายศิริโชคยังไม่ได้ส่งกลับมายังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พร้อมระบุว่าประเด็นดังกล่าวมีการถกเถียงในแวดวงวิชาการกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกำหนดวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งประธานศาลอุทธรณ์ผู้ที่ออกคำวินิจฉัย วท 12/2569 มีกำหนดเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส และตั้งข้อสังเกตถึงผลต่อการพิจารณาประเด็นเขตอำนาจศาลในช่วงเปลี่ยนผ่าน
“อิสระจากฝ่ายการเมือง” ไม่เท่ากับ “อิสระจากกฎหมาย”
ช่วงท้าย นายวัสระบุว่า องค์กรอิสระถูกออกแบบมาให้สามารถใช้อำนาจรัฐได้อย่างเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบตามกฎหมายและต่อประชาชน
พร้อมมองว่า ข้อถกเถียงเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีดังกล่าวจึงเกี่ยวข้องกับการสร้างสมดุลระหว่าง ความเป็นอิสระขององค์กรอิสระ กับ สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม
ทั้งนี้ ข้อความทั้งหมดเป็นความเห็นและการวิเคราะห์ทางกฎหมายของนายวัส ติงสมิตร ตามที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: เฟซบุ๊ก “วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง” และรายงานข่าวที่เผยแพร่เนื้อหาดังกล่าว
#วัสติงสมิตร #ศิริโชคโสภา #ปปช #องค์กรอิสระ #ศาลอาญาคดีทุจริต #เขตอำนาจศาล #สิทธิประชาชน #วท122569 #ฎีกา56732562 #กระบวนการยุติธรรม #นิติรัฐ #สำนักข่าววิหคนิวส์
