21 ก.ย. 2569 • 19:00 น.
🔥คนกันเอง”น่ากลัวกว่าม็อบ! หมากบังคับ “ภูมิใจไทย” กอดศัตรู-กู้ระเบิดเวลา
มองเผินๆ การเมืองไทยในห้วงเวลานี้คล้ายสังเวียนผ้าใบที่แชมป์เปี้ยนกำลังยืนจังก้าอย่างผ่าเผย รัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวเข้าสู่เดือนที่ 6 ด้วยสรรพกำลังในสภาที่แน่นหนาชนิดไร้รอยตะเข็บ
ทว่า เมื่อกวาดสายตาพ้นเชือกกั้นเวทีออกไป เสียงโห่ร้องของมหาชนกลับสะท้อนภาพที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
⚠️ตัวเลขจากนิด้าโพลที่ผ่านมาตอกย้ำรอยปริร้าวนี้ให้ชัดเจนขึ้น เรตติ้งของอนุทินหล่นวูบจากร้อยละ 29.40 ในไตรมาสแรก ทิ้งดิ่งลงมาอยู่ที่ 21.68 ในไตรมาสถัดมา ทิศทางเดียวกับความนิยมของพรรคภูมิใจไทยที่ร่วงจากร้อยละ 26.60 เหลือเพียง 17
สัญญาณอันตรายนี้ชี้ให้เห็นถึงคลื่นใต้น้ำ ซึ่งพร้อมจะกัดเซาะฐานรากของรัฐบาล ท่ามกลางเสียงกลองรบของศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังเชิดขึ้น
เสียงตะโกนขับไล่และการนัดหมายลงถนนของมวลชนนอกสภาอาจดูเป็นภัยคุกคามที่น่าเกรงขาม แต่นักวิเคราะห์การเมืองชั้นครูกลับมองทะลุเกมว่า ม็อบเพียงลำพังล้มรัฐบาลไม่ได้ พวกเขาเป็นได้แค่กองเชียร์ที่ตะโกนกดดันอยู่ขอบเวที
💥หมัดน็อกที่จะสอยรัฐบาลให้ร่วงจากอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จมีเพียงสามทางเท่านั้น นั่นคือ รถถังกระบอกปืน, ดาบของนิติสงคราม, และความร้าวฉานจนพรรคร่วมรัฐบาลแตกหักกันเอง
ถึงกระนั้น การปรามาสพลังมวลชนก็ไม่ใช่เรื่องฉลาด เพราะความคุกรุ่นบนท้องถนนคือสารตั้งต้นชั้นดี หากรัฐบาลอ่านเกมพลาดและบริหารความโกรธแค้นของประชาชนไม่เป็น เปลวไฟเล็กๆ เหล่านี้ย่อมลุกลามไปกระตุกชนวนหมัดน็อกทั้งสามให้ทำงานได้ในที่สุด
โจทย์ใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้าก่อนถึงคิวเชือดในศึกซักฟอกเดือนตุลาคม คือการเร่งอุดแผลเหวอะวะห้าจุดที่เปรียบเสมือนระเบิดเวลาซุกซ่อนอยู่ใต้เตียง
แผลแรกคือปมข้อครหาสมาชิกวุฒิสภาสายสีน้ำเงิน ซึ่งพรรคแกนนำต้องรีบสลัดภาพความเชื่อมโยงให้หลุดพ้นจากข้อสงสัยของสังคม ก่อนที่ความคลางแคลงใจนี้จะกลายเป็นชนักติดหลัง
ถัดมาคือไฟบรรลัยกัลป์จากข้อครหาทุจริตสอบท้องถิ่น เกมนี้เล่นยากเพราะรัฐบาลต้องเร่งหาตัวผู้บงการตัวจริงมาลงโทษให้กระจ่าง เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นและป้องกันไม่ให้วิกฤตศรัทธาลุกลามมาถึงพรรคแกนนำ
แต่บาดแผลที่กรีดลึกถึงกระดูกและฉุดเรตติ้งให้ดำดิ่งที่สุด กลับเป็นเรื่องปากท้องอย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
การแก้เงื่อนไขที่มองผ่านเลนส์ของเทคโนแครตผู้เคร่งครัดวินัยการคลัง อาจเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องบนหน้ากระดาษ แต่ในสมรภูมิการเมือง นี่คือการทุบหม้อข้าวตัวเอง การรื้อรังผึ้งรอบใหม่จึงต้องเดินหมากอย่างแยบคายเพื่อดึงใจรากหญ้ากลับคืนมา
🛡️นอกพรมแดนประเทศ รัฐบาลยังต้องรับมือกับแรงเสียดทานจากการรักษาสมดุลท่าทีต่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไม่คุกคามความรู้สึกของคนในชาติ ไปจนถึงโจทย์หินด้านความมั่นคงอย่างความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
หากบริหารจัดการไม่เด็ดขาดพอ ฝ่ายค้านย่อมคว้าความหละหลวมเหล่านี้มาเป็นใบเสร็จเพื่อตบหน้าภาวะผู้นำกลางสภาอย่างแน่นอน
📌สมรภูมิครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ฝ่ายค้านกับรัฐบาล แต่ศิลปะแห่งการเอาตัวรอดยังซ่อนอยู่ในเกมจิตวิทยาระหว่าง “สีน้ำเงิน” และ “สีแดง”
ความสัมพันธ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้บีบให้พรรคภูมิใจไทยต้องใช้ยุทธวิธีรัดศัตรูไว้ให้แน่นกว่ามิตร อนุทินจำต้องกอดพรรคเพื่อไทยไว้ข้างกาย ไม่ยอมปล่อยให้เดินเกมอิสระ
เพราะหากเพื่อไทยสลัดตัวหลุดไปสะสมแต้มจนแข็งแกร่ง หรือหันไปจับมือกับพรรคสีส้มที่เรตติ้งกำลังปะทะเพดาน ภัยคุกคามระดับเชือดเฉือนย่อมย้อนกลับมาทิ่มแทงภูมิใจไทยทันที
ในฝั่งของเพื่อไทยเองก็รู้จังหวะดี การตีจากในวันที่เรตติ้งตัวเองยังกระท่อนกระแท่นไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาด ทั้งสองพรรคจึงต้องประคองกอดกันเต้นรำบนเส้นด้ายแห่งผลประโยชน์ต่อไป
ฉากทัศน์ในระยะสั้นบนกระดานการเมืองชี้ชัดว่า รัฐบาลจะสามารถก้าวผ่านศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้อย่างไร้รอยขีดข่วนเมื่อวัดกันที่หน้าปัดคะแนนโหวต คณิตศาสตร์ในสภาจะทำหน้าที่เป็นเกราะเหล็กคุ้มภัยให้พวกเขาอยู่รอดไปได้อีกยก
กระนั้น ภาพที่ประชาชนมองเห็นเมื่อแชมป์เปี้ยนเดินลงจากเวที อาจไม่ใช่ผู้ชนะที่สง่างาม หากแต่เป็นนักสู้ที่หน้าตาบวมปูด คิ้วแตก และเต็มไปด้วยแผลกลัดหนอง การเอาชนะด้วยเสียงโหวตที่แลกมากับความสะบักสะบอม ย่อมขูดรีดต้นทุนทางการเมืองไปจนแทบหมดหน้าตัก
🔥สัจธรรมข้อหนึ่งที่ผู้มีอำนาจมักหลงลืมคือ มือในสภาอาจช่วยต่อลมหายใจให้รัฐบาลได้ชั่วคราว แต่ศรัทธาของมหาชนนอกสภาต่างหาก คือเข็มทิศที่จะชี้ขาดว่าจะสามารถยืนหยัดอยู่บนเวทีนี้ได้อีกนานเพียงใด
สำนักข่าววิหคนิวส์
#สภา #อนุทิน #ภูมิใจไทย #เพื่อไทย #ม็อบ #นิด้าโพล #การเมือง #สยามรัฐ #วิหคนิวส์
