16 กันยายน 2569
ตำรวจเร่งขยายผลคดีสวมสิทธิทางทะเบียน หลังพบชายชาวจีนรายหนึ่งซึ่งตามข้อมูลจากชุดสืบสวนมีประวัติหลบหนีคดีจากประเทศจีน เข้ามาอาศัยในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2556 และใช้หนังสือเดินทางเมียนมาแสดงตัวตน ก่อนพาลูกชายเข้ามาไทยและถูกตรวจพบภายหลังว่า ลูกชายถูกกล่าวหาว่าสวมชื่อบุคคลสัญชาติไทยเพื่อทำบัตรประชาชน
จากข้อมูลที่เผยแพร่ล่าสุด ชุดสืบสวนภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ กำลังตรวจสอบเส้นทางการได้มาซึ่งเอกสารและขยายผลหาผู้เกี่ยวข้อง
ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า พ่อชาวจีนเข้ามาอยู่ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2556 ก่อนใช้หนังสือเดินทางเมียนมายืนยันตัวตน และมีการลงทุนตั้งบริษัททำธุรกิจเกี่ยวกับยางรถจักรยานยนต์ในพื้นที่ ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โดยมีการกล่าวถึงมูลค่าทรัพย์สินรวมราว 600 ล้านบาท
ส่วนลูกชายเข้ามาอยู่ประเทศไทยในปี 2564 ก่อนมีการทำบัตรประชาชนไทยเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2566 โดยประเด็นที่ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบคือ การนำชื่อและข้อมูลของชายไทยคนหนึ่งมาสวมใช้เป็นตัวตน
จุดที่ทำให้คดีสะเทือนหนักขึ้น คือชายไทยเจ้าของตัวตนดังกล่าวถูกระบุว่าเสียชีวิตไปแล้วหลายปี
น.ส.นา ซึ่งถูกระบุว่าเป็นมารดาของชายไทยเจ้าของชื่อ ให้ข้อมูลกับชุดสืบสวนว่า ลูกชายเสียชีวิตเมื่อประมาณปี 2561 และฝังศพไว้ที่สุสานใกล้บ้าน
ต่อมาราวปี 2562 มีบุคคลติดต่อให้เธอนำบัตรประชาชนและสูติบัตรของลูกชายไปพบที่ว่าการอำเภอแม่อาย พร้อมเสนอค่าเดินทาง 500 บาท
เธอให้ข้อมูลว่า มีการถ่ายสำเนาบัตร รับสูติบัตร และให้ลงชื่อในเอกสารบางอย่าง โดยเธอไม่ทราบรายละเอียด เพราะอ่านและเขียนภาษาไทยไม่ได้ อีกทั้งอ้างว่าผู้ติดต่อกำชับว่า หากมีใครถามถึงลูกชาย ให้ตอบว่าไปอยู่กับพ่อและไม่ได้ติดต่อกัน
ทั้งหมดเป็นข้อมูลจากการซักถามพยานและอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ยังไม่ใช่ข้อยุติของศาลว่าบุคคลใดกระทำผิด
อีกปมที่ตำรวจต้องไล่ต่อ คือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางทะเบียน เพราะเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 หน่วยงานรัฐหลายหน่วยเปิด “ปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว” จับกุมปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่เทศบาลรวม 6 ราย หลังการสอบสวนพบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการสวมสิทธิใบถิ่นที่อยู่และสัญชาติไทยให้ชาวต่างชาติอย่างน้อย 9 ราย
คดีดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาโดดเดี่ยว ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตรวจพบเครือข่ายสวมสิทธิหลายรูปแบบ ทั้งการใช้ข้อมูลคนไทย การออกเอกสารทางทะเบียนโดยมิชอบ และขบวนการ “พ่อทิพย์-แม่ทิพย์” เพื่อเปิดทางให้ชาวต่างชาติได้รับสถานะหรือสิทธิตามกฎหมายไทย
ข้อมูลจากการตรวจสอบย้อนหลังของกรมการปกครองในช่วงปี 2555–2569 ยังพบกรณีที่เข้าข่ายต้องสงสัยเกี่ยวกับการแจ้งเกิดและสวมสิทธิมากกว่า 10,000 ราย ขณะที่เฉพาะกรุงเทพฯ มีการตรวจพบความผิดปกติหลายร้อยกรณีและมีบางส่วนถูกเพิกถอนสูติบัตรแล้ว
สำหรับคดีล่าสุด ประเด็นสำคัญที่ชุดสืบสวนกำลังไล่ตรวจคือ ใครเป็นผู้จัดหาเอกสารของผู้เสียชีวิต ใครนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ ใครรับรองตัวบุคคล และมีเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลอื่นร่วมดำเนินการหรือไม่
ส่วนข้อกล่าวหาว่าการทำบัตรไทยให้ลูกชายมีเป้าหมายเพื่อเตรียมรับช่วงธุรกิจและทรัพย์สินมูลค่าราว 600 ล้านบาทเมื่ออายุครบ 20 ปีนั้น เป็นข้อมูลจากการสืบสวนที่เผยแพร่ในขณะนี้ ยังต้องรอผลสอบสวนและหลักฐานทางการเงินเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงต่อไป
เวลาที่มีการจับกุมหรือเข้าตรวจสอบในคดีล่าสุด ยังไม่พบการเปิดเผยอย่างเป็นทางการจากแหล่งข่าวที่ตรวจสอบได้ จึงไม่ระบุเวลาเพื่อป้องกันข้อมูลคลาดเคลื่อน
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง
ไทยรัฐ
Nation TV
ฐานเศรษฐกิจ
ผู้จัดการออนไลน์
#สวมสิทธิ #สวมบัตรประชาชน #สัญชาติไทย #จีนเทา #ทุนจีน #บัตรประชาชน #กรมการปกครอง #ตำรวจ #สำราญนวลมา #นพศิลป์พูลสวัสดิ์ #สมุทรสาคร #เชียงใหม่ #แม่อาย #ข่าวอาชญากรรม #สำนักข่าววิหคนิวส์




