ข่าวประจำวัน » ข่าวเด่น » ⚖️ ผ่าปม “เอกสารลับ” สำนวนฮั้ว สว. อดีตผู้พิพากษาฯ ชี้ “ลับ” ไม่ได้แปลว่าผิดอาญาโดยอัตโนมัติ

⚖️ ผ่าปม “เอกสารลับ” สำนวนฮั้ว สว. อดีตผู้พิพากษาฯ ชี้ “ลับ” ไม่ได้แปลว่าผิดอาญาโดยอัตโนมัติ

6 September 2026
36   0

6 กันยายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา เผยแพร่บทวิเคราะห์กรณีการเปิดเผยข้อมูลจากสำนวนที่เกี่ยวข้องกับคดี “ฮั้ว สว.” โดยตั้งคำถามว่า การเปิดสำนวนดังกล่าวผิดกฎหมายจริงหรือไม่ หรือสังคมกำลังถูกทำให้เข้าใจว่าเอกสารทุกอย่างที่เรียกว่า “ลับ” ห้ามเปิดเผยโดยเด็ดขาด

นายวัสชี้ว่า ประเด็นนี้มีความซับซ้อน เพราะข้อมูลที่ถูกนำมาเปิดเผยอาจเกี่ยวข้องทั้งกับสำนวนของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ในคดีพิเศษที่ 24/2568 และข้อมูลจากกระบวนการสืบสวนหรือไต่สวนของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.

ดังนั้น การจะสรุปว่าการเปิดเผยข้อมูลเป็นความผิดหรือไม่ จึงต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า ข้อมูลมาจากหน่วยงานใด ได้มาอย่างไร เป็นข้อมูลประเภทใด อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับใด และผู้เปิดเผยมีหน้าที่รักษาความลับหรือไม่ (สำนักข่าวแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา)

🔎 “ความลับในราชการ” ไม่เท่ากับ “ข้อมูลข่าวสารลับ”

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นายวัสหยิบขึ้นมา คือการแยกคำว่า “ความลับในราชการ” ออกจาก “ข้อมูลข่าวสารลับของทางราชการ”

ระบบชั้นความลับของทางราชการมีระดับ ลับ–ลับมาก–ลับที่สุด ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ แต่การที่เอกสารไม่มีตราชั้นความลับ ก็ไม่ได้หมายความว่าเอกสารนั้นสามารถเปิดเผยได้อย่างเสรี เพราะอาจมีกฎหมายเฉพาะกำหนดข้อจำกัดเอาไว้

ในทางกลับกัน การที่ข้อมูลถูกเรียกว่า “ลับ” ก็ไม่ได้หมายความว่า บุคคลทุกคนที่นำข้อมูลไปเผยแพร่จะมีความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ

⚖️ 6 กฎหมายที่ต้องนำมาพิจารณา

นายวัสยกกฎหมายที่เกี่ยวข้องขึ้นมาพิจารณาหลายฉบับ ทั้งกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ กฎหมายโทรคมนาคม กฎหมายที่เกี่ยวกับ กกต. กฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษ และประมวลกฎหมายอาญา

โดยเฉพาะ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 ซึ่งกำหนดความผิดกรณี “เจ้าพนักงาน” รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ แล้วกระทำโดยมิชอบด้วยหน้าที่จนทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (Legardy)

จุดสำคัญจึงอยู่ที่ สถานะของผู้กระทำ ความเป็นความลับ และการกระทำโดยมิชอบด้วยหน้าที่ ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงว่า “มีเอกสารราชการถูกนำไปเผยแพร่”

🗳️ สำนวน กกต. ต้องดูมาตรา 41

สำหรับข้อมูลจากกระบวนการของ กกต. นายวัสชี้ว่าต้องพิจารณาเป็นการเฉพาะว่า ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยเป็นข้อมูลที่ได้มาเนื่องจากกระบวนการตามกฎหมาย กกต. หรือไม่ และผู้เปิดเผยมีอำนาจหรือเข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

นั่นทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “เอกสารนี้ลับหรือไม่?” แต่ต้องถามต่อว่า “เอกสารนี้มาจากกระบวนการใด และกฎหมายกำหนดข้อห้ามไว้กับข้อมูลประเภทนั้นหรือไม่?”

🔎 แล้วข้อมูลของ DSI ล่ะ?

ในส่วนของ DSI ต้องแยกอีกชั้นหนึ่ง เพราะมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ กำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่ได้มาเนื่องจากการดำเนินการตามมาตรา 25

จึงไม่ควรเหมารวมว่า “ข้อมูลทุกชิ้นในสำนวน DSI เป็นข้อมูลที่ห้ามเปิดเผย” โดยไม่ตรวจสอบก่อนว่าข้อมูลนั้นได้มาจากกระบวนการที่กฎหมายมาตรา 25–26 ควบคุมหรือไม่ (ห้องสมุดดิจิทัล DPU)

🚨 เปิดเผยบางส่วน ผิดหรือไม่?

คำตอบตามกรอบวิเคราะห์ของนายวัสคือ อาจผิดได้ แต่ไม่ได้ผิดโดยอัตโนมัติ

เพราะต้องพิจารณาอย่างน้อย 5 เรื่อง

หนึ่ง ข้อมูลมาจากไหนและได้มาโดยชอบหรือไม่
สอง ข้อมูลเป็นประเภทใด และมีกฎหมายใดห้ามเปิดเผย
สาม ใครเป็นผู้เปิดเผย และมีหน้าที่รักษาความลับหรือไม่
สี่ มีอำนาจหรือข้อยกเว้นให้เปิดเผยหรือไม่
ห้า การกระทำครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายที่กล่าวหาหรือไม่

โดยเฉพาะมาตรา 164 ต้องพิจารณาองค์ประกอบเรื่อง “เจ้าพนักงาน” และการกระทำ “อันมิชอบด้วยหน้าที่” เป็นสำคัญ ตัวบทไม่ได้กำหนดให้บุคคลทั่วไปทุกคนที่เผยแพร่ข้อมูลราชการมีความผิดตามมาตรานี้โดยอัตโนมัติ (Legardy)

🏛️ เอกสิทธิ์ สส. ก็ต้องแยกออกจากการเผยแพร่ภายนอก

อีกประเด็นหนึ่งคือ หากข้อมูลถูกนำไปอภิปรายในรัฐสภา ต้องพิจารณาหลักเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วย แต่เรื่อง การอภิปรายในสภา กับ การนำเอกสารหรือข้อมูลเดียวกันไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ เป็นคนละประเด็นทางกฎหมาย

จึงไม่ควรสรุปว่าเอกสิทธิ์ในสภาจะทำให้การเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะได้รับความคุ้มครองโดยอัตโนมัติ

⚖️ สุดท้าย “ลับ” ไม่ใช่คำตอบเดียว

สาระสำคัญของบทวิเคราะห์จึงอยู่ที่การเรียกร้องให้สังคมแยก 3 เรื่องออกจากกันให้ชัดเจน คือ

“ความลับในราชการ”
“ข้อมูลข่าวสารลับของทางราชการ”
และ “ข้อมูลที่มีกฎหมายเฉพาะห้ามเปิดเผย”

สามคำนี้อาจเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งเดียวกันทั้งหมด

ดังนั้น การไม่เห็นตรา “ลับ” ไม่ได้แปลว่าเปิดเผยได้เสมอไป ขณะเดียวกัน การพบว่าเอกสารมีสถานะเป็นข้อมูลลับ ก็ ไม่ได้แปลว่าผู้เปิดเผยทุกคนมีความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ

ประเด็นที่ต้องพิสูจน์จริงจึงอยู่ที่ ที่มาของข้อมูล กฎหมายที่ควบคุมข้อมูล สถานะของผู้เปิดเผย หน้าที่ในการรักษาความลับ และองค์ประกอบความผิดที่เกี่ยวข้อง

ในมุมของนายวัส เรื่องนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญของหลักนิติธรรม เพราะสังคมต้องรักษาทั้ง ความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรม และ สิทธิของประชาชนในการรับรู้เรื่องที่มีประโยชน์สาธารณะ ไปพร้อมกัน

สำนักข่าววิหคนิวส์

#ฮั้วสว #สำนวนฮั้วสว #เอกสารลับ #วัสติงสมิตร #DSI #กกต #มาตรา164 #PDPA #ข้อมูลข่าวสารราชการ #นิติธรรม #RightToKnow #วิหคนิวส์