จี้รัฐใช้โดเมน “.go.th” ให้ชัด ไล่จดชื่อเลียนแบบปิดทางไอ้โม่ง เตือนประชาชนเจอเว็บถามข้อมูลเยอะผิดปกติ “อย่าเพิ่งกรอก!”
19 สิงหาคม 2569 | เวลา 14.00 น. | รัฐสภา
🔥 กลายเป็นอีกประเด็นร้อนของโครงการ TH-AI Passport หลังที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านออกโรงเตือนเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน ชี้เว็บไซต์ของโครงการภาครัฐที่ต้องขอข้อมูลส่วนบุคคล ควรใช้โดเมน “.go.th” เพื่อสร้างความชัดเจนและลดความเสี่ยงจากมิจฉาชีพทำเว็บเลียนแบบ
พร้อมเสนอรัฐบาล ไล่จดโดเมนชื่อใกล้เคียงกับเว็บไซต์จริงเอาไว้ล่วงหน้า ปิดช่อง “ไอ้โม่ง” สวมรอยสร้างเว็บปลอม หลอกประชาชนกรอกข้อมูลส่วนตัว
ย้ำประชาชนต้องมีคำว่า “เอ๊ะ” อยู่ในใจ หากเว็บไซต์ใดขอข้อมูลมากผิดปกติ โดยเฉพาะข้อมูลอ่อนไหวอย่างอาชีพและเงินเดือน
🚨 จุดเสี่ยง “.net” ใครก็จดได้ง่าย?
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายนิธิกร บุญยกุลเจริญ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และอนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันดิจิทัลไทย กล่าวถึงกรณีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กระทรวงดีอี เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรับสิทธิเข้าร่วมโครงการ TH-AI Passport
นายนิธิกรระบุว่า ก่อนหน้านี้มีการใช้เว็บไซต์ชื่อ de.aipass.net ซึ่งทำให้เกิดความกังวล เพราะโดเมนที่ลงท้ายด้วย “.net” สามารถจดทะเบียนได้ค่อนข้างง่าย
พร้อมยกตัวอย่างว่า ช่วงเช้าวันเดียวกัน ตนทดลองจ่ายเงินประมาณ 600 บาท เพื่อจดโดเมน .net พร้อมเติมตัวอักษรเพิ่มเติมจากชื่อเดิม ก็สามารถดำเนินการได้
จึงตั้งคำถามว่า เมื่อรัฐบาลต้องขอข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน เว็บไซต์ดังกล่าวควรใช้โดเมนของหน่วยงานรัฐอย่าง “.go.th” มากกว่า
✅ ล่าสุดเปลี่ยนเป็น “.go.th” แล้ว แนะประชาชนดูท้ายเว็บให้ชัด
นายนิธิกรระบุว่า ล่าสุดได้รับรายงานว่ามีการปรับปรุงและจดโดเมนที่เป็น “.go.th” แล้ว
จึงแนะนำประชาชนว่า หากต้องการลงทะเบียนโครงการ TH-AI Passport ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ที่เข้าใช้งานนั้น ลงท้ายด้วย .go.th
เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากเว็บไซต์ปลอมที่อาจสร้างชื่อคล้ายกันขึ้นมาหลอกขโมยข้อมูล
💥 เตือนรัฐบาล! รีบ “กวาดจด” ชื่อใกล้เคียง ก่อนมิจฉาชีพชิงไป
นายนิธิกรเตือนอีกว่า โดเมนลักษณะ AI Pass.net สามารถเติมตัวอักษรเพิ่มเติม เช่น AA หรือ SS เข้าไปในชื่อได้ง่าย
และขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีบุคคลใดเข้าไปจดโดเมนชื่อใกล้เคียงเอาไว้แล้วหรือไม่
จึงเสนอให้รัฐบาล รีบจดโดเมนที่มีชื่อใกล้เคียงกับเว็บไซต์จริงให้ครอบคลุม เพื่อลดโอกาสที่มิจฉาชีพจะนำชื่อคล้ายกันไปสร้างเว็บไซต์สวมรอย
รวมถึงต้องเร่งตรวจจับและบล็อกเว็บไซต์เลียนแบบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
⚠️ “ขอข้อมูลเยอะเกิน ให้เอ๊ะไว้ก่อน”
สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลที่ประชาชนต้องกรอกลงในระบบ นายนิธิกรระบุว่า นอกจากข้อมูลพื้นฐานแล้ว ยังมีข้อมูลเพิ่มเติม เช่น หน้าที่การงานและเงินเดือน
จึงขอให้หน่วยงานรัฐมีมาตรการจัดเก็บและรักษาข้อมูลเหล่านี้อย่างเข้มงวด
พร้อมเตือนประชาชนว่า หากพบเว็บไซต์ใดขอข้อมูลส่วนบุคคลมากเกินความจำเป็น ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่
“ต้องเอ๊ะไว้ก่อน” ก่อนตัดสินใจกรอกข้อมูลสำคัญลงไป
🔐 ยืนยันตัวตน 2 ชั้น ผ่าน “ThaID-ทางรัฐ” ปลอดภัยขึ้น
นายนิธิกรระบุว่า ขณะนี้โครงการยังอยู่ในขั้นตอนลงทะเบียน และจะเริ่มใช้งานในวันที่ 31 สิงหาคม
การลงทะเบียนมีระบบยืนยันตัวตน 2 ชั้น ผ่านแอปพลิเคชัน ThaID และ ทางรัฐ
มองว่ามีความเข้มแข็งมากกว่าระบบเดิมที่อาศัยเพียง Username และ Password ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบและนำข้อมูลออกไปได้
อย่างไรก็ตาม แม้ระบบยืนยันตัวตนจะมีความปลอดภัยมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ การบริหารจัดการข้อมูลหลังประชาชนส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบแล้ว
📱 เป้า 5 ล้านคน ลงทะเบียนแล้วประมาณ 5 แสน
สำหรับจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ประมาณ 5 ล้านคน
ขณะที่นายนิธิกรระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้วประมาณ 500,000 คน
พร้อมยืนยันว่า พรรคประชาชนไม่ได้ต่อต้านการเปิดคอร์สออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะประชาชน
แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือความปลอดภัยของระบบ ตลอดจนกระบวนการใช้งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง
🔎 กมธ. ไล่บี้เอกสารประมูล ขอ “จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย”
อีกด้านหนึ่ง ประเด็นที่ยังถูกจับตาคือ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของโครงการ
นายนิธิกรระบุว่า ต้องแยกระหว่าง “ตัวโครงการ” กับ “กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง” ออกจากกัน
ในส่วนของการเปิดลงทะเบียนนั้นไม่ได้มีปัญหา แต่คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ได้ขอเอกสารสำคัญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะ เอกสารการประมูลงานจากผู้ประมูลทั้ง 3 ราย
เพื่อตรวจสอบว่ากระบวนการที่ผ่านมาเป็นไปอย่างถูกต้องและมีความชอบธรรมหรือไม่
หากทุกอย่างโปร่งใสก็ไม่มีปัญหา แต่หากยังมีข้อครหาเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ ทั้งเรื่อง จอและระยะเวลาการประมูล เอกสารเหล่านี้จะเป็นหลักฐานสำคัญในการคลายข้อสงสัย
💰 จากเหมาจ่าย 1,500 ล้าน สู่จ่ายตาม “ผู้ใช้จริง”
นายนิธิกรยังเปิดอีกประเด็นว่า เดิมโครงการมีการพูดถึงวงเงินลักษณะ เหมาจ่าย 1,500 ล้านบาทสำหรับเช่า AI
แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนรูปแบบมาเป็น การจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง
ฝ่ายค้านจึงต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมว่า เมื่อประชาชนหนึ่งคนลงทะเบียนใช้งานแล้ว รัฐต้องจ่ายเงินให้เอกชนเท่าใด
โดย กมธ. ได้ขอข้อมูลในส่วนนี้ไปด้วย เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการใช้เงินภาษีได้อย่างโปร่งใส
💥 มีข้อมูล “ล้มรัฐบาล” หรือไม่? ฝ่ายค้านยังไม่เปิดไพ่
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อมูลที่ฝ่ายค้านมีอยู่ในขณะนี้แน่นหนาเพียงพอที่จะนำไปสู่การ “ล้มรัฐบาล” หรือไม่
นายนิธิกรยังไม่ตอบในรายละเอียด
แต่ย้ำว่า ฝ่ายค้านมีข้อมูลอยู่ในมือระดับหนึ่งแล้ว
สิ่งที่ยังรออยู่คือ “จิ๊กซอว์ตัวสุดท้าย” นั่นคือเอกสารสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการประมูลและสัญญาของโครงการ
ทำให้จากนี้สายตาจึงไม่ได้จับเฉพาะเรื่อง เว็บปลอมและข้อมูลส่วนบุคคล เท่านั้น
แต่ยังต้องจับตาต่อว่า เอกสารการจัดซื้อจัดจ้างของโครงการ TH-AI Passport จะเปิดเผยรายละเอียดอะไรออกมาอีก
สำนักข่าววิหคนิวส์
