กรุงเทพฯ — วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เดินหน้าโครงการสำคัญเพื่อรองรับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า หลังร่วมลงนาม MOU กับ กฟผ. กฟน. กฟภ. และ OR เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง “Thailand EV Roaming Hub”
เป้าหมายคือสร้างศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลเครือข่ายสถานีชาร์จ EV ให้เป็นระบบเดียวกัน ลดความยุ่งยากที่ผู้ใช้รถต้องสลับหลายแอปพลิเคชันในการค้นหาและใช้บริการสถานีชาร์จแต่ละเครือข่าย
จุดสำคัญ: ขณะนี้ยังเป็นขั้นตอน ศึกษาความเป็นไปได้และรูปแบบการดำเนินงาน ยังไม่ได้หมายความว่าไทยจัดตั้ง “บริษัทกลาง” หรือมีแอปเดียวเสร็จสมบูรณ์แล้ว
🔥 EV ไทยทะลุ 4.9 แสนคันแล้ว!
แรงผลักดันสำคัญมาจากจำนวนรถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อมูล ณ 30 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV จดทะเบียนสะสม 491,447 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 65.59% ขณะที่ช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 มี BEV จดทะเบียนใหม่สะสม 120,010 คัน
ตัวเลขดังกล่าวทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย เพราะจำนวนรถ EV เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ให้บริการสถานีชาร์จยังมีหลายเครือข่ายและใช้ระบบของตัวเอง
⚡ เป้าหมายคือ “Roaming” ข้ามค่าย
แนวคิดของ Thailand EV Roaming Hub คือการสร้างระบบกลางเพื่อเชื่อมข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการสถานีชาร์จ หรือ CPO ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลสถานีต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น และสนับสนุนการเชื่อมโยงเครือข่ายในอนาคต
กระทรวงพลังงานระบุว่า ระบบดังกล่าวจะช่วยให้บริการมีความ ง่าย สะดวก รวดเร็ว และไม่ซับซ้อน พร้อมสร้างมาตรฐานกลางสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน EV ของประเทศ
🚨 แต่ยังไม่ใช่ “7 ยักษ์ใหญ่ลงนามร่วมกัน”
ประเด็นนี้ต้องแยกให้ชัดจากข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์
ผู้ร่วมลงนาม MOU ที่ประกาศอย่างเป็นทางการมี 5 หน่วยงาน/องค์กร ได้แก่
- สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)
- การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
- การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
- การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
- บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR
ส่วนการดึงผู้ให้บริการสถานีชาร์จรายอื่นเข้าร่วมเครือข่าย เป็นเรื่องที่ต้องศึกษารูปแบบและดำเนินการต่อไป
💥 “บริษัทกลาง” ยังอยู่ในขั้นศึกษา
อีกแนวคิดที่ถูกพูดถึงคือการจัดตั้งองค์กรหรือบริษัทกลางเพื่อทำหน้าที่บริหารโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน และเปิดทางให้ผู้ให้บริการหลายรายเข้ามาเชื่อมระบบ
แต่ขณะนี้ ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะใช้รูปแบบบริษัทกลางหรือโครงสร้างใด
สิ่งที่ยืนยันได้ในเวลานี้คือ รัฐบาลเริ่มเดินหน้าศึกษาอย่างเป็นทางการแล้ว และเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการทำให้เครือข่ายชาร์จ EV ของไทยสามารถเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น
🚗 จาก “หลายแอป” สู่ระบบเดียว กำลังกลายเป็นโจทย์ระดับประเทศ
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาด EV ไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยจำนวน BEV สะสมแตะเกือบ ครึ่งล้านคัน แล้ว
ดังนั้น ปัญหาในอนาคตจึงไม่ใช่เพียง “มีสถานีชาร์จพอหรือไม่” แต่รวมถึงการทำให้สถานีของแต่ละเครือข่ายสามารถสื่อสารและให้บริการร่วมกันได้อย่างสะดวก
หากโครงการเดินหน้าสำเร็จ ผู้ใช้ EV ในไทยอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งระบบแยกจากกันมากเหมือนในปัจจุบัน และอาจกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของตลาดรถไฟฟ้าไทยในระยะยาว
สำนักข่าววิหคนิวส์ อ้างอิง: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน / การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค / ข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า ณ 30 มิถุนายน 2569
