ดามัสกัส ประเทศซีเรีย — วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569
ศาลซีเรียมีคำพิพากษาครั้งสำคัญ สั่ง ประหารชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตประธานาธิบดีซีเรีย และมาเฮอร์ อัล-อัสซาด น้องชาย ในการพิจารณาคดีลับหลัง หลังทั้งสองหลบหนีออกจากซีเรียและพำนักอยู่ในรัสเซีย ภายหลังระบอบอัสซาดถูกโค่นลงจากการรุกครั้งใหญ่ของฝ่ายกบฏในเดือนธันวาคม 2567
คำพิพากษาครั้งนี้เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา อาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงสงครามกลางเมืองซีเรีย ซึ่งกินเวลานานเกือบ 14 ปี และมีผู้เสียชีวิตประมาณครึ่งล้านคน ตามรายงานของ Reuters และ AP (Reuters)
⚖️ ศาลชี้ความผิด “ฆ่า–ทรมาน–จับกุมโดยพลการ”
ศาลระบุว่า บาชาร์ อัล-อัสซาด มีความผิดเกี่ยวกับการฆาตกรรมโดยเจตนา การทรมาน การจับกุมโดยพลการ และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ รวมถึงการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงนับตั้งแต่การลุกฮือในปี 2554
ส่วน มาเฮอร์ อัล-อัสซาด ซึ่งเคยเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 4 และเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของกองกำลังรัฐบาลอัสซาด ถูกพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามและการละเมิดอย่างร้ายแรงในช่วงสงครามกลางเมือง (The Guardian)
คำพิพากษาทั้งสองเกิดขึ้น โดยจำเลยไม่ได้อยู่ในศาล เนื่องจากสองพี่น้องอัสซาดหลบหนีไปยังรัสเซียหลังการล่มสลายของรัฐบาลเดิม
🔥 “อาเตฟ นาจิบ” ญาติอัสซาดก็โดนประหาร
นอกจากสองพี่น้องอัสซาดแล้ว ศาลยังพิพากษาประหารชีวิต อาเตฟ นาจิบ ลูกพี่ลูกน้องของบาชาร์ อดีตหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงทางการเมืองในจังหวัดดาราอ์
นาจิบถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทในการปราบปรามการประท้วงช่วงเริ่มต้นของการลุกฮือในปี 2554 รวมถึงคดีเกี่ยวกับการจับกุมและทรมานเยาวชนในดาราอ์ ซึ่งเหตุการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในชนวนสำคัญที่ทำให้การประท้วงขยายตัวไปทั่วประเทศ
แตกต่างจากบาชาร์และมาเฮอร์ นาจิบถูกควบคุมตัวอยู่ในซีเรียและเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีด้วยตัวเอง โดยการพิจารณาคดีของเขาถูกจับตามองว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่านของซีเรีย (Al Jazeera)
🇷🇺 หนีไปรัสเซีย แต่คดีเดินหน้าต่อ
หลังระบอบอัสซาดล่มสลายในเดือนธันวาคม 2567 บาชาร์และมาเฮอร์หลบหนีออกจากซีเรียไปยังรัสเซีย และได้รับที่พักพิงจากทางการรัสเซีย
รัฐบาลซีเรียชุดใหม่ระบุว่าจะใช้ช่องทางทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อพยายามนำตัวทั้งสองกลับมารับโทษ แต่ภารกิจดังกล่าวยังเผชิญอุปสรรคอย่างหนัก เนื่องจากทั้งคู่ยังอยู่ในรัสเซีย และการส่งตัวผู้ต้องหากลับซีเรียขึ้นอยู่กับความร่วมมือของรัสเซีย (Reuters)
ดังนั้น แม้ศาลจะมีคำพิพากษาประหารชีวิตแล้ว แต่ ไม่ได้หมายความว่าการประหารจะเกิดขึ้นในทันที เพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมตัวของทางการซีเรีย
🌍 จากสงคราม 14 ปี สู่ภารกิจ “ยุติธรรมช่วงเปลี่ยนผ่าน”
คดีนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของกระบวนการ Transitional Justice หรือความยุติธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังการสิ้นสุดระบอบอัสซาด
กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายในการนำผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและอาชญากรรมในช่วงสงครามเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขณะที่ซีเรียยังต้องเผชิญความแตกแยกทางชาติพันธุ์และศาสนา รวมถึงความรุนแรงจากกลุ่มติดอาวุธหลายฝ่าย (Al Jazeera)
การพิพากษาบาชาร์จึงมีความหมายมากกว่าคดีของอดีตประธานาธิบดีคนหนึ่ง เพราะเป็นการประกาศจุดยืนของรัฐบาลซีเรียยุคใหม่ว่า การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองจะต้องเดินควบคู่กับการเอาผิดผู้ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมร้ายแรงในยุคก่อน
แต่บททดสอบที่สำคัญที่สุดยังอยู่ข้างหน้า — คือการทำให้คำพิพากษามีผลในทางปฏิบัติ และนำตัวผู้ถูกพิพากษาซึ่งยังอยู่ต่างประเทศกลับเข้าสู่กระบวนการของซีเรียให้ได้
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: Reuters, Associated Press (AP), The Guardian และ Al Jazeera (Reuters)
