วัส คิงสมิต อดีตผู้พิพากษา ระบุว่าระเบิดเวลาลูกใหญ่เขย่าบัลลังก์ กสทช. ลั่นเปรี้ยงกลางเมืองไทย!! เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2026 ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ตัดสินใจเดินหน้าสู้ยิบตา มอบอำนาจทนายความบุกยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ต่อศาลปกครองกลาง (คดีหมายเลขดำที่ 1455/2569) ด้วยคำฟ้องขนาดยักษ์หนาถึง 92 หน้า เพื่อขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2026 โดยอ้างว่าคำสั่งดังกล่าวไร้ความชอบด้วยกฎหมาย องค์ประชุมไม่ครบ และไร้ความเที่ยงธรรม แต่ทว่าเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2026 ศาลปกครองกลางกลับเบรกหัวทิ่ม มีคำสั่ง “ยกคำร้องขอไต่สวนเร่งด่วน” และปฏิเสธการคุ้มครองชั่วคราว ชี้ชัดว่ายังไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ปล่อยให้สถานะคำวินิจฉัยปลดพ้นจากตำแหน่งยังคงมีผลผูกพันตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด!!
ย้อนรอยมรสุมชีวิตและปมความขัดแย้งระดับชาติ จุดเริ่มต้นตลบหลังพังทลายมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า นพ.สรณ ยังคงเดินหน้าตรวจรักษาผู้ป่วยและรับค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2025 ซึ่งเป็น “วันก่อน” มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเพียงแค่ 1 วันเท่านั้น พฤติการณ์ดังกล่าวพุ่งเป้าชนจังๆ เข้ากับลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และส่งผลให้ถูกตีความว่า “สละสิทธิ” การเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ตั้งแต่ต้นมือ
ลากยาวมาถึงจุดแตกหักเมื่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร ส่งเรื่องร้อนถึงมือนายกรัฐมนตรี จนต้องส่งไม้ต่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ผ่าทางตัน ชี้ชัดว่าเหตุเกิดก่อนโปรดเกล้าฯ จึงเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของคณะกรรมการสรรหา กสทช. (ชุดเดิม) ในการวินิจฉัยตามมาตรา 15/1 ส่งผลให้คณะกรรมการสรรหาฯ เปิดโอกาสให้ นพ.สรณ ชี้แจงก่อนลงมติเอกฉันท์ (4:0) ออกคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ชี้ชัดว่าขาดคุณสมบัติและสละสิทธิการดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปฐมบท
แม้ 3 สิงหาคม 2026 นายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) จะสั่งการให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) ส่งเรื่องให้กฤษฎีกาประชุมด่วนรอบสองเพื่อตรวจความถูกต้อง แต่ที่ประชุมกฤษฎีกายังคงยืนยันมติเดิม “เห็นด้วยกับคณะกรรมการสรรหา” ว่าคำวินิจฉัยตามมาตรา 15/1 ถือเป็นที่สุด ตัดตอนอำนาจฝ่ายบริหารโดยไม่ต้องนำความกราบบังคมทูลพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 แต่อย่างใด เพราะถือว่าตำแหน่งว่างลงโดยผลของกฎหมาย (Ipso Jure) ตั้งแต่แรกเริ่ม!
งานนี้ศาลปกครองกลางกำลังเตรียมงัดไม้ตายเข้าตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย (Legality Review) ใน 3 มิติโหด ทั้งกระบวนการและองค์ประชุมสรรหา การตีความข้อกฎหมาย และการใช้ดุลพินิจ ท่ามกลางเสียงวิงวอนและแรงกดดันมหาศาลจากภาคประชาสังคมและภายในองค์กร ที่จี้ให้ นพ.สรณ ยอมถอยหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวด้วยสปิริตและธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันไม่ให้มติ กสทช. และวาระค้างเติ่งกว่า 33 วาระ กลายเป็นโมฆะวินาศสันตะตะโลสร้างความเสียหายย่อยยับต่อเศรษฐกิจและคลื่นความถี่ของประเทศชาติในอนาคตอันใกล้นี้!!
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: บทความเจาะลึกโดย วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ (เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026)
