2 สิงหาคม 2569 – ตลาดการเงินโลกยังคงจับตาการเปลี่ยนแปลงนโยบายของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อย่างใกล้ชิด หลังญี่ปุ่นส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ท่ามกลางความพยายามรักษาเสถียรภาพของค่าเงินเยน ซึ่งอ่อนค่าลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนร่วมกับสหรัฐฯ แล้วก็ตาม
นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาว่า หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นทยอยนำเงินลงทุนกลับประเทศ และลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในผู้ถือครองรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่าญี่ปุ่นถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
หากมีการลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐอย่างต่อเนื่อง จะเพิ่มอุปทานพันธบัตรในตลาด ส่งผลให้ราคาพันธบัตรลดลง และผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งหมายถึงรัฐบาลสหรัฐจะมีต้นทุนในการกู้ยืมสูงขึ้น ขณะที่ภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐยังอยู่ในระดับสูงมาก และยังต้องออกพันธบัตรใหม่เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้เดิมและชดเชยการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองว่า แม้ญี่ปุ่นจะทยอยลดการถือครองพันธบัตรบางส่วน แต่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังคงมีฐานผู้ลงทุนขนาดใหญ่ทั่วโลก ทั้งกองทุนบำนาญ บริษัทประกัน ธนาคารกลาง และนักลงทุนสถาบัน อีกทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ยังมีเครื่องมือในการรักษาสภาพคล่องหากเกิดความผันผวนรุนแรง จึงยังไม่ใช่สถานการณ์ที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐจะขาดผู้ซื้อโดยสิ้นเชิง
ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นได้ใช้มาตรการแทรกแซงค่าเงินเยนหลายครั้ง และมีรายงานว่ามีการใช้กลไกสภาพคล่องของธนาคารกลางสหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในปริมาณมาก ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรได้ในระดับหนึ่ง
สถานการณ์ดังกล่าวจึงยังเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของญี่ปุ่นอาจส่งผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก ตลาดพันธบัตร ค่าเงิน และต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐในระยะต่อไป
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง
- BTimes
- Reuters
- Financial Times
- MarketWatch
- กระทรวงการคลังสหรัฐฯ
