15 กรกฎาคม 2569
ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” ส่งผลให้คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ให้ไล่ออกจากราชการยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป ระหว่างรอการพิจารณาคดีหลัก
คดีดังกล่าวเป็นคดีหมายเลขดำ ฟ.67/2569 โดยพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งระงับผลบังคับของคำสั่งไล่ออกจากราชการไว้เป็นการชั่วคราว
ศาลชี้ยังไม่เข้าเงื่อนไขสำคัญ
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่ศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
- คำสั่งที่ถูกฟ้อง น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- หากปล่อยให้คำสั่งมีผลต่อไป จะเกิดความเสียหายร้ายแรงและยากแก่การเยียวยา
- การทุเลาจะไม่กระทบต่อการบริหารราชการหรือบริการสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า จากพยานหลักฐานที่มีอยู่ในชั้นไต่สวน ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 159/2568 ซึ่งลงโทษไล่ออกจากราชการ น่าจะเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เข้าเงื่อนไขข้อแรกตามที่กฎหมายกำหนด
อ้างคำพิพากษาเดิม
ในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง เนื่องจากขณะนั้นผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ศาลระบุว่า ประเด็นดังกล่าวเคยได้รับการวินิจฉัยไว้แล้วในคดีหมายเลขแดง ฟ.2/2569 โดยศาลเห็นว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อศาลเห็นว่าเงื่อนไขสำคัญข้อแรกยังไม่ครบถ้วน จึงไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นเรื่องความเสียหายหรือผลกระทบต่อการบริหารราชการต่อไป
คดีหลักยังเดินหน้าต่อ
แม้ศาลจะยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว แต่คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงการพิจารณาคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองเท่านั้น ไม่ใช่คำพิพากษาในคดีหลัก โดยศาลจะยังดำเนินกระบวนการพิจารณาว่าคำสั่งไล่ออกจากราชการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ต่อไป
ดังนั้น ในระหว่างที่คดีหลักยังไม่สิ้นสุด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ยังคงมีสถานะเป็นผู้ถูกไล่ออกจากราชการตามคำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
⸻
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: คำสั่งศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำ ฟ.67/2569 และข้อมูลจากศาลปกครองสูงสุด
