จับตาสงครามเดือด! แบงก์ชาติหวั่นยืดเยื้อ กระทบเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจไทย ชี้บาทอ่อนยังหนุนส่งออก
14 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.28 น.
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังการสู้รบกลับมาปะทุอีกครั้ง พร้อมยอมรับว่า หากสงครามยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในระยะต่อไป
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังมองว่าสถานการณ์เป็นปัจจัยระยะสั้นที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หากความขัดแย้งคลี่คลายภายในเวลาไม่นาน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะยังอยู่ในวงจำกัด
อย่างไรก็ตาม หากเหตุการณ์ลุกลามและยืดเยื้อ ธปท.ยอมรับว่าอาจส่งผลต่อทั้งอัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน และแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับกระแสข่าวการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ เพิ่มขึ้น 20% ซึ่งอาจกระทบการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบ เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน และจำเป็นต้องติดตามความชัดเจนของสถานการณ์ต่อไป
ในส่วนของค่าเงินบาท นายวิทัยกล่าวว่า เงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ 5-6% ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาค โดยบางประเทศอ่อนค่ามากกว่า ขณะที่บางประเทศอ่อนค่าน้อยกว่า ทำให้เงินบาทยังอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และยังไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวล
ผู้ว่าการ ธปท. ยังมองว่า ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก และเป็นปัจจัยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวของไทยในระยะสั้น
ย้อนสถานการณ์
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงอีกครั้ง หลังเกิดการปะทะทางทหารระหว่างหลายฝ่าย ส่งผลให้ตลาดโลกจับตาความเสี่ยงด้านราคาน้ำมัน การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากเกิดข้อจำกัดด้านการเดินเรือ อาจทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: ธนาคารแห่งประเทศไทย และคำให้สัมภาษณ์ของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. วันที่ 14 กรกฎาคม 2569
