12 กรกฎาคม 2569 เวลา 18.30 น.
เกิดกระแสจับตาสถานะการเงินของกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา หลังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีหนังสือแจ้งชะลอการจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพแก่ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับไม่เพียงพอต่อภาระรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น โดยจะกลับมาดำเนินการได้เมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2570 เพิ่มเติม
หนังสือราชการลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า หลังการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากสิ้นสุดสมาชิกภาพ และมีผู้มีสิทธิรับเงินจากกองทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เงินกองทุนขาดสภาพคล่อง
ข้อมูลการจัดทำงบประมาณปี 2570 พบว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอของบประมาณสำหรับกองทุนเป็นเงิน 726.69 ล้านบาท แต่ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้รับการจัดสรรเพียง 294 ล้านบาท หรือประมาณ 40% ของวงเงินที่เสนอขอ
พึ่งภาษีประชาชนกว่า 94%
ข้อมูลโครงสร้างรายได้ของกองทุนระบุว่า แม้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาจะส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาทต่อคน แต่เมื่อนำข้อมูลสะสมตั้งแต่ปี 2557–2570 มาวิเคราะห์ พบว่ากองทุนใช้เงินรวมกว่า 4,244 ล้านบาท โดยกว่า 3,988 ล้านบาท หรือประมาณ 94% มาจากงบประมาณแผ่นดิน ขณะที่เงินสมทบและรายได้นอกงบประมาณมีสัดส่วนเพียงประมาณ 6%
ระเบียบใหม่ ดันภาระรายจ่ายพุ่ง
อีกปัจจัยสำคัญเกิดจากการแก้ไขระเบียบกองทุนเมื่อปี 2567 ซึ่งเปลี่ยนวิธีคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพจากอัตราคงที่ มาเป็น 30–60% ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย ส่งผลให้เพดานเงินทุนเลี้ยงชีพสูงสุดเพิ่มจาก 35,600 บาท เป็น 42,738 บาทต่อเดือน
นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มเงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพจาก 5,000 บาท เป็น 15,000 บาทต่อเดือน รวมถึงขยายสิทธิด้านค่ารักษาพยาบาล การตรวจสุขภาพประจำปี และสิทธิด้านทันตกรรมในเวลาต่อมา ทำให้ภาระรายจ่ายของกองทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่อเงินสดติดลบ
ประมาณการล่าสุดระบุว่า ในปี 2569 กองทุนมีรายรับประมาณ 420.23 ล้านบาท แต่มีรายจ่ายสูงถึง 941.45 ล้านบาท ส่งผลให้เงินสดคงเหลือมีแนวโน้มติดลบกว่า 242 ล้านบาท เมื่อเข้าสู่ปีงบประมาณ 2570
ขณะที่ปี 2570 คาดว่าจะมีภาระรายจ่ายประมาณ 726.69 ล้านบาท แต่มีรายรับตามประมาณการเพียง 294.16 ล้านบาท ทำให้เกิดข้อกังวลว่ากองทุนอาจต้องพึ่งพาการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมหรือการสนับสนุนจากงบกลาง หากไม่มีการปรับโครงสร้างรายได้หรือทบทวนสิทธิประโยชน์ในระยะยาว
ย้อนปัญหา
ก่อนหน้านี้ ในปีงบประมาณ 2568 คณะรัฐมนตรีเคยอนุมัติงบกลาง 373.8 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุน หลังการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ตามระเบียบใหม่ ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของกองทุน และการประเมินภาระผูกพันทางการคลังก่อนการแก้ไขระเบียบดังกล่าว
นักวิเคราะห์ด้านการคลังมองว่า กรณีนี้เป็นตัวอย่างของความท้าทายด้านวินัยการคลังในระยะยาว เพราะหากมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์โดยไม่มีแหล่งรายได้รองรับเพียงพอ ภาระสุดท้ายย่อมตกอยู่กับงบประมาณแผ่นดินและเงินภาษีของประชาชน
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: หนังสือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570, ข้อมูลกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา และข้อมูลเผยแพร่โดย Watchdog Channel
