วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.51 น. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายเกรียง กัลป์ตินันท์ พร้อมเครือญาติและผู้เกี่ยวข้อง กรณีโครงการปรับปรุงขยายผิวจราจรของเทศบาลนครอุบลราชธานี เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 วงเงินรวมกว่า 43.22 ล้านบาท
จากการไต่สวนของ ป.ป.ช. พบพยานหลักฐานว่า มีการแบ่งโครงการก่อสร้างออกเป็นโครงการย่อย โครงการละไม่เกิน 2 ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคา และใช้วิธีสอบราคาแทน อันอาจทำให้การแข่งขันราคาไม่เป็นธรรม
คดีดังกล่าว ป.ป.ช. ระบุว่า ในช่วงปลายปี 2548 ถึงต้นปี 2549 นายเกรียง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี ถูกกล่าวหาว่าเข้าไปมีบทบาทในการสั่งการและประสานการดำเนินโครงการ ขณะที่ นางรจนา กัลป์ตินันท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานีในขณะนั้น ลงนามอนุมัติโครงการจำนวน 26 โครงการ รวมวงเงินกว่า 43 ล้านบาท
ผลการไต่สวนยังพบว่า มีการแบ่งโครงการถนนสายเดียวกันออกเป็นหลายช่วง เพื่อลดวงเงินแต่ละโครงการให้อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องใช้วิธีประกวดราคา ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการสอบราคา และพบความเชื่อมโยงระหว่างผู้รับเหมากับบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายราย รวมทั้งเส้นทางการเงินภายหลังการเบิกจ่ายงบประมาณ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติชี้มูลความผิดบุคคลหลายราย ทั้งในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้สนับสนุน และผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงนายเกรียง กัลป์ตินันท์, นางรจนา กัลป์ตินันท์, นายกานต์ กัลป์ตินันท์, นายวีระ วสุธาดา, นางสาวรัตติกา กัลป์ตินันท์ และผู้ประกอบการเอกชนบางราย ตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction) อีก 11 โครงการ ป.ป.ช. ระบุว่า ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอว่ามีการกระทำความผิดทางอาญา แม้เจ้าหน้าที่บางรายอาจมีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง
คดีนี้นับเป็นคดีที่มีจุดเริ่มต้นจากโครงการเมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมา และผ่านกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. เป็นเวลานาน ก่อนจะมีมติชี้มูลในปี 2569 โดยขั้นตอนต่อไป ป.ป.ช. จะส่งรายงานการไต่สวน พร้อมพยานหลักฐานและคำวินิจฉัย ไปยัง อัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีต่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทางวินัยตามกฎหมาย
ทั้งนี้ การชี้มูลของ ป.ป.ช. เป็นขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรม ผู้ถูกกล่าวหายังคงมีสิทธิ์ต่อสู้คดี และยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
