เพราะอะไรน่ะเหรอ
ก็เพราะนี่คือ State Visit ของพระมหากษัตริย์ไทยในรอบ 66 ปี แถมเกิดขึ้นในจังหวะที่โลกกำลังแบ่งขั้วอำนาจใหม่พอดี งานนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องราชสำนัก แต่คือการวางหมากการเมืองระหว่างประเทศแบบเต็มกระดาน
วงในสายยุโรปเมาท์กันสนั่นว่า การที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เชิญเสด็จฯ อย่างสมพระเกียรติสูงสุด ไม่ใช่แค่เรื่องมิตรภาพเก่าแก่ 170 ปีเท่านั้น แต่ฝรั่งเศสกำลังเร่งสร้างเครือข่ายพันธมิตรในอินโด-แปซิฟิกอย่างหนัก และไทยคือประเทศที่ใครก็ข้ามไม่ได้ ถ้าอยากมีบทบาทในอาเซียน
ส่วนไฮไลต์ที่คนสายธุรกิจตาเป็นประกายสุด ๆ หนีไม่พ้นการเสด็จฯ เยือนโรงงาน Airbus ที่เมืองตูลูส
อย่าคิดว่าแค่พาไปดูโรงงานถ่ายรูปเช็กอินนะจ๊ะ
เพราะ Airbus ไม่ใช่โรงงานธรรมดา แต่มันคือหัวใจอุตสาหกรรมการบินยุโรป การเสด็จฯ ไปถึงฐานบัญชาการใหญ่แบบนี้ เท่ากับส่งสัญญาณชัด ๆ ว่าความร่วมมือด้านการบิน เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กำลังถูกหยิบขึ้นมาคุยในระดับสูงสุด
พูดง่าย ๆ คือ คนทั่วไปเห็นเครื่องบิน แต่คนวงในเห็นเม็ดเงินและยุทธศาสตร์ระยะยาว
อีกมุมที่สื่อฝรั่งเศสให้แสงแบบสุดพลัง คือเรื่องซอฟต์พาวเวอร์
โดยเฉพาะนิทรรศการ La Mode en Majesté ภายใต้พระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ที่จัดกลางกรุงปารีส เมืองหลวงแฟชั่นโลก
แหม… เอาผ้าไทยไปเปิดตัวกลางปารีสก็เหมือนเอานักมวยสมัครเล่นขึ้นชกเวทีแชมป์โลกนั่นแหละ ถ้าของไม่จริง ไม่มีใครกล้าเสี่ยง
สื่อแฟชั่นฝรั่งเศสหลายแห่งจึงจับตาเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เป็นพิเศษ เพราะทรงมีพระปรีชาด้านแฟชั่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว งานนี้จึงไม่ใช่แค่โชว์ผ้าไทย แต่คือการประกาศว่า ไทยพร้อมส่งศิลปหัตถกรรมและงานสร้างสรรค์เข้าสู่ตลาดลักชัวรีระดับโลก
ทริปนี้มีทั้งเรื่องการเมือง การค้า เทคโนโลยี อุตสาหกรรม การบิน ซอฟต์พาวเวอร์ และภาพลักษณ์ประเทศอัดแน่นอยู่ในแพ็กเกจเดียว
ใครมองว่าเป็นเพียงงานพระราชพิธี บอกเลยว่าพลาดช็อตสำคัญ เพราะใต้ภาพการต้อนรับอันงดงามนั้น คือการเดินเกมยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับยุโรปที่เข้มข้นชนิดที่นักการทูตตัวจริงยังต้องจับตาแบบห้ามกะพริบเลยทีเดียว
